อย่างแรกที่เราต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนก็คือว่าในโลกเบี้ยวๆใบนี้เนี่ยมันมีสภาพแสงหลายอย่างที่ให้สีแตกต่างกันอยู่ คิดกันง่ายๆนะครับให้คิดถึงกระดาษสีขาว แต่ถ้าคุณเอาไปดูในสภาพแสงแตกต่างกันมันก็จะมีสีแตกต่างกัน เช่นคุณเอาไปดูกลางแดดตอนกลางวันมันจะเป็นสีขาว แต่ถ้าคุณเอาไปดูภาพใต้ไฟสีเหลืองกระดาษจะอมเหลือง และถ้าเอาไปดูกลางแสงสีฟ้ามันก็จะสีฟ้า สรุปว่าจริงๆแล้วกระดาษมันสีอะไรแน่?
ทุกคนน่าจะตอบเหมือนกันก็คือ "มันต้องสีขาวสิ" ถ้าถามว่าทำไมล่ะ? คำตอบก็คือว่า แหล่งกำเนิดแสงที่มนุษย์ใช้กันมากที่สุดมันคือแสงอาทิตย์และแสงอาทิตย์มันเป็นสีขาว เราจึงบอกว่าจริงๆกระดาษมันสีขาวเพราะเราอ้างอิงกับแหล่งกำเนิดแสงที่เราใช้มากที่สุดนั่นเอง คำถามต่อมาก็คือ "กระดาษมันขาวแต่ไฟมันเหลืองแต่สีจริงมันสีขาวนี่นา ถ่ายยังไงให้มันได้สีจริงล่ะ" นี่คือคำตอบของการที่กล้องมันต้องมีระบบ White Balance ไงครับ
จากภาพด้านบน (เหมือนโลโก้ช่อง 7 เนอะ) สิ่งที่เราต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนก็คือแม่สีทางแสงประกอบด้วยแม่สีสามสีหลักคือ
Red (R) หรือสีแดง
Green (G) หรือสีเขียว
Blue (B) หรือสีน้ำเงิน
ซึ่งแม่สีทั้งสามสีนี้ผสมกันแล้วจะได้สีขาวพอดี (ใครขโมยหลอดสีวาดเขียนรูปของลูกมาผสมไม่ได้สีนี้นะเออ มันเป็นแม่สีทางแสง) ถ้าเราถ่ายภาพแต่ในสภาวะที่แสงเป็นสีขาวระบบ WB แทบไม่ต้องมีก็ได้เพราะมันเป็นสีจริงเหมือนตาเราเห็น แต่ถ้าหากว่ามีสีอื่นมากเกินไปล่ะจะทำอย่างไร?
หลักการง่ายๆก็คือเพิ่มสีอื่นเข้าไปในปริมาณเท่ากันให้สัดส่วนออกมาเป็นสีขาวพอดี เช่นถ้าหากว่าแสงมันติดสีฟ้ามากเกินไปก็ต้องเพิ่มสีเขียวกับสีแดงเข้าไปเท่าๆกัน มันจะชดเชยกันจนออกมาเป็นสีขาวพอดี ซึ่ง เขียว + แดง = เหลือง ในที่นี้เราจะบอกว่าชดเชยสีเหลืองเข้าไปก็ได้ ถ้าหากเขียวมากไปก็เพิ่มน้ำเงินกับแดงซึ่งเราจะเรียกว่าเพิ่มสี Magenta เข้าไปก็ได้(บางคนอาจบอกว่ามันคือสีชมพู ก็คงได้มั๊ง)
อ้าวเฮ้ยศัพท์ใหม่ Cyan แล้วก็ Magenta มันคือไรเนี่ย?
พวกนี้คือสีที่เป็นส่วนผสมของ RGB นั่นแหล่ะ จริงๆหลายคนอาจเคยได้ยินแม่สีที่เรียกว่า CMYK ซึ่งก็คือ
Cyan ส่วนผสมของ G+B
Magenta ส่วนผสมของ R+B
Yellow ส่วนผมสมของ R+G
และ K คือสีดำ
ซึ่ง CMYK จะเป็นแม่สีของงานพิมพ์ ที่เขาเรียกว่าพิมพ์ 4 สี ก็คือ CMYK นี่แหล่ะ แต่ในงานถ่ายภาพแล้วเราก็ต้องรู้จัก C M และ Y เอาไว้ เพราะมันคือส่วนผสมหนึ่งจากแม่สี RGB
Red (R) หรือสีแดง
Green (G) หรือสีเขียว
Blue (B) หรือสีน้ำเงิน
ซึ่งแม่สีทั้งสามสีนี้ผสมกันแล้วจะได้สีขาวพอดี (ใครขโมยหลอดสีวาดเขียนรูปของลูกมาผสมไม่ได้สีนี้นะเออ มันเป็นแม่สีทางแสง) ถ้าเราถ่ายภาพแต่ในสภาวะที่แสงเป็นสีขาวระบบ WB แทบไม่ต้องมีก็ได้เพราะมันเป็นสีจริงเหมือนตาเราเห็น แต่ถ้าหากว่ามีสีอื่นมากเกินไปล่ะจะทำอย่างไร?
หลักการง่ายๆก็คือเพิ่มสีอื่นเข้าไปในปริมาณเท่ากันให้สัดส่วนออกมาเป็นสีขาวพอดี เช่นถ้าหากว่าแสงมันติดสีฟ้ามากเกินไปก็ต้องเพิ่มสีเขียวกับสีแดงเข้าไปเท่าๆกัน มันจะชดเชยกันจนออกมาเป็นสีขาวพอดี ซึ่ง เขียว + แดง = เหลือง ในที่นี้เราจะบอกว่าชดเชยสีเหลืองเข้าไปก็ได้ ถ้าหากเขียวมากไปก็เพิ่มน้ำเงินกับแดงซึ่งเราจะเรียกว่าเพิ่มสี Magenta เข้าไปก็ได้(บางคนอาจบอกว่ามันคือสีชมพู ก็คงได้มั๊ง)
อ้าวเฮ้ยศัพท์ใหม่ Cyan แล้วก็ Magenta มันคือไรเนี่ย?
Cyan ส่วนผสมของ G+B
Magenta ส่วนผสมของ R+B
Yellow ส่วนผมสมของ R+G
และ K คือสีดำ
ซึ่ง CMYK จะเป็นแม่สีของงานพิมพ์ ที่เขาเรียกว่าพิมพ์ 4 สี ก็คือ CMYK นี่แหล่ะ แต่ในงานถ่ายภาพแล้วเราก็ต้องรู้จัก C M และ Y เอาไว้ เพราะมันคือส่วนผสมหนึ่งจากแม่สี RGB
อธิบายมาซะยาวเลย แล้วในการใช้งานล่ะ?
Auto WB
ในแง่ของการใช้งานแล้ว ถ้าหากคุณใช้ Auto WB ล่ะก็ กล้องมันจะอ่านค่าแสงสีในภาพแล้วก็ชดเชยให้เองอัตโนมัติอันนี้คือกล้องมันคิดให้เรา เราไม่ต้องคิดอะไรที่เถียงกันว่า WB กล้องนั้นตรง กล้องนี้ดี กล้องโน้นห่วย มันก็ว่ากันด้วยเรื่องของระบบความฉลาดของ Auto WB ในกล้องนี่แหล่ะ
Preset
เจ้าตัวนี้คือเราตั้งค่าตามสภาพแสงต่างๆโดยกล้องจะไม่ทำการอ่านค่าแสงสีแต่จะชดเชยตามค่าที่ตั้งไว้ สรุปง่ายๆคือเป็นการบอกกล้องว่าเราอยู่ภายใต้สภาพแสงแบบไหนนั่นเองกล้องไม่ต้องคิดว่าเราอยู่สภาพแสงสีแบบไหนปรับตามที่เราบอกก็พอ ซึ่งกล้องบางรุ่นเลือก preset แล้วยังเลือก + หรือว่า - ได้ด้วย งานนี้กล้องที่มี Live View จะได้เปรียบครับเพราะว่ามันจำลองสภาพแสงสีให้ดูได้ก่อนถ่ายจากหลังกล้องได้เลย พวก preset ต่างๆนี้ยกตัวอย่างเช่น
Auto WB
ในแง่ของการใช้งานแล้ว ถ้าหากคุณใช้ Auto WB ล่ะก็ กล้องมันจะอ่านค่าแสงสีในภาพแล้วก็ชดเชยให้เองอัตโนมัติอันนี้คือกล้องมันคิดให้เรา เราไม่ต้องคิดอะไรที่เถียงกันว่า WB กล้องนั้นตรง กล้องนี้ดี กล้องโน้นห่วย มันก็ว่ากันด้วยเรื่องของระบบความฉลาดของ Auto WB ในกล้องนี่แหล่ะ
Preset
เจ้าตัวนี้คือเราตั้งค่าตามสภาพแสงต่างๆโดยกล้องจะไม่ทำการอ่านค่าแสงสีแต่จะชดเชยตามค่าที่ตั้งไว้ สรุปง่ายๆคือเป็นการบอกกล้องว่าเราอยู่ภายใต้สภาพแสงแบบไหนนั่นเองกล้องไม่ต้องคิดว่าเราอยู่สภาพแสงสีแบบไหนปรับตามที่เราบอกก็พอ ซึ่งกล้องบางรุ่นเลือก preset แล้วยังเลือก + หรือว่า - ได้ด้วย งานนี้กล้องที่มี Live View จะได้เปรียบครับเพราะว่ามันจำลองสภาพแสงสีให้ดูได้ก่อนถ่ายจากหลังกล้องได้เลย พวก preset ต่างๆนี้ยกตัวอย่างเช่น
- Daylight คือบอกกล้องว่าเราอยู่ภายใต้แสงแดดนะซึ่งเป็นแสงสีขาว
- Cloudy คือเราอยู่ในสภาพเมฆมาก โดยปกติแล้วแสงแดดที่ผ่านเมฆมามันจะติดสีฟ้ากล้องจะชดเชยสีเหลืองเพิ่มเข้า มา
- Tungsten คือพวกแสงสีเหลืองๆส้มๆ จากพวกหลอดไส้(หลอดไฟโบราณตระกูลพวกไม่ประหยัดไฟ) กล้องจะชดเชยสีฟ้าให้
- Flash คือจะคล้ายๆ daylight แหล่ะ เพราะว่าแสงแฟลชเป็นแสงที่ถูกสร้างให้มีสีขาวเหมือนแสงอาทิตย์
Custom
ในกล้องบางรุ่นจะมี WB แบบ custom ซึ่งตัวนี้จะเป็นการเลือกอ้างอิงค่าแสงสีแบบ Manual คือถ้าเราเลือกตัวนี้เมื่อไหร่ เราต้องเอากล้องไปถ่ายวัตถุสีขาวล้วนหรือว่าเทากลาง 18% ในภาพ เพื่อให้กล้องรับรู้ว่าสีขาวล้วนในภาพคือตรงนี้ จากนั้นจะทำการอ่านค่าว่าสีขาวที่เราถ่ายมาเนี่ยมันมีส่วนผสมของ RGB ที่ผิดเพี้ยนไปแค่ไหน แล้วก็ชดเชยให้โดยอัตโนมัติ
การใช้งาน Custom WB นี้ถ้าหากใช้ให้ถูกแล้วจะมีความแม่นยำมาก แต่ถ้าหากผิดพลาดนิดเดียวก็อาจจะผิดเพี้ยนไปไกลเลยการใช้งานต้องชำนาญพอสมควร โดยจะต้องมีวัตถุสีขาวหรือเทากลาง 18% อยู่ในมุมเดียวทิศทางแสงเดียวกับภาพที่เราจะถ่าย ปกติแล้วก็จะเอากระดาษไปวาง จากนั้น custom แล้วก็ค่อยเอาออก แล้วเราต้องถ่ายทิศทางนั้นๆ บางครั้งแค่หันซ้าย หันขวา หรือกลับหลังหันมันก็จะเพียนแล้วเพราะเรา อ้างอิงกับทิศทางแสงและสภาพแสงจุดนั้นๆ เปรียบไปก็เหมือนใช้วัดแสงเฉพาะจุดล่ะครับหลงทิศหลงทางนิดเดียวก็เพี้ยนไปไกลแล้ว
Kelvin
ไม่ใช่กางเกงยีนส์หรือว่าดาราหนังอย่าง คาร์วิน ไคล์ หรอกนะ(เขียนถูกป่าวหว่า) แต่เป็นสิ่งที่เรียกว่า "อุณหภูมิสี" ซึ่งจะมีหน่วยเป็น "องศาเคลวิน" กล้องบางรุ่นจะมีฟังค์ชั่นนี้มาให้เลือกในการใช้งาน WB ด้วย โดยการจะใช้งานตัวนี้ได้ เราต้องเข้าใจเรื่องของอุณหภูมิสีก่อนว่ามันคืออะไร ถ้าอธิบายเชิงวิชาการไปรับรองว่าคิดมากจนฉี่เหลืองแน่ๆ สรุปให้ฟังง่ายๆละกันนะครับ
อุณหมูมิสีต่ำ เช่น 2500K สีจะไปในทางโทนร้อน ซึ่งจะไปในทางสีออกเหลืองจนไปถึงเหลืองอมส้ม
อุณหภูมิสีสูง เช่น 9900K สีจะไปในทางโทนเย็น ซึ่งจะไปในทางสีออกฟ้า
อุณหภูมิสีกลางๆ เช่นประมาณ 4800K จะไปในโทนสีกลางๆซึ่งก็จะเป็นขาว
แต่ในการใช้งานมันจะตรงข้ามกัน เช่นในสภาพแสง "สีขาว" แต่เราตั้งในกล้องเป็น 2500K ภาพที่ได้จะติด "สีฟ้า" เขามาไม่ใช่ "สีเหลือง" เนื่องจากเป็นการบอกกล้องว่าเราอยู่ในอุณหภูมิสี 2500K ซึ่งสภาพแสงจะติดสีเหลืองซึ่งเป็นสีโทนร้อน กล้องเลยชดเชยให้เราด้วยสีฟ้าซึ่งเป็นสีโทนเย็นเข้ามา มันเลยกลายเป็นว่าเราเซ็ทค่าในกล้องด้วยอุณหภูมิสีต่ำๆเรากลับได้สีโทนเย็น มาแทน เพราะมันเป็นการบอกกล้องว่าเราอยู่ในอุณหภูมิสีเท่าไหร่กล้องมันก็ชดเชยให้ตามนั้น เพื่อให้หักล้างกันมาเป็นสีขาวพอดี
สรุปง่ายๆก็คือเป็นการบอกกล้องว่าเราอยู่ในอุณภูมิสีเท่าไหร่กล้องก็จะชดเชยให้เราด้วยสีตรงข้ามกันเท่านั้น
เฮ้.........แล้วมันชดเชยได้แต่สีตรงข้ามของเหลืองกับฟ้าเท่านั้นเหรอ?
จริงๆแล้วมันไม่ได้มีแค่เหลืองกับฟ้าหรอกครับไม่งั้นมันจะแก้ทุกสีได้ไง จริงๆแล้วมันมีอีกสองสีด้วยก็คือ G กับ M ซึ่งเป็นสีตรงข้ามกัน
G ซึ่งเป็นสีเขียว ถ้า +G เข้าไปภาพจะมีสีเขียวเพิ่มขึ้น
M ซึ่งเป็นสีออกชมพู ถ้า +M เข้าไปภาพจะมีสีชมพูเพิ่มขึ้น
แล้วบวก ทั้ง G และ M พร้อมกันได้ป่าว? คำตอบคือไม่ได้ครับเพราะสองสีนี้ตรงข้ามกัน ถ้า + ทั้งสองสีนี้เข้าไปเท่าๆกัน มันก็จะเป็นสีขาว ซึ่งมีค่าเท่ากับไม่บวก แล้วจะบวกกันเพื่อ??????????????????????? (เพื่ออะไรฟะ)
แล้วที่มันมีคนคิดสูตรกันต่างๆนาๆเช่น 4700K M+2 ถ่าย portrait รับรองสวยอะไรงี้อะ?
มันก็เป็นสูตรที่ใช้งานได้ในสภาพแสงบางสภาพแหล่ะครับ 4700K ถ้าอยู่ในแสงอมเหลืองนิดๆ(นี๊ดดดด เดียวนะ) มันจะได้สีขาวพอดี การ +M เข้าไปก็เพิ่มสีชมพู ทำให้คนที่ถูกถ่ายสีผิวอมชมพูมากขึ้นเท่านั้นเอง แต่ถ้าสภาพแสงมันเปลี่ยนเป็นไฟเหลืองจัดๆแล้วใช้สูตรนี้ดูสิครับ แทนที่หน้ามันจะอมชมพูมันจะอมเหลืองเหมือนเป็นดีซ่านแทนน่ะสิ คนที่เขาคิดสูตรอะไรแบบนี้มาเนี่ย ส่วนมากแล้วเขาจะมีความชำนาญจากการถ่ายบ่อยๆ พอมีประสบการณ์มากๆดูแสงแล้วเราก็จะพอเดาได้ว่าต้องบวกลบชดเชยอุณหภูมิสีเท่าไหร่ ต้องบวก G บวก M เท่าไหร่ถึงจะดี มันจะเป็นไปตามประสบการณ์ครับ แต่มันก็หนีไม่พ้นต้องเข้าใจเรื่องของอุณหภูมิสีนั่นแหล่ะ คือถ้าไม่เข้าใจเรื่องนี้มันก็คือการ "ลองผิดลองถูก" นั่นแหล่ะครับ คือถ้าจะเอาสูตรเขามาใช้เนี่ยผมอยากให้ทำความเข้าใจด้วยว่าไอ้สูตรพวกนี้น่ะมันมีที่มายังไงอย่าเอามาใช้โดยไม่เข้าใจ เพราะสุดท้ายแล้วถ้าเอามาใช้อย่างไม่เข้าใจแล้วมันไม่ได้ผลจะพาลไปด่าคนคิดสูตรเขาเปล่าๆ
ตัว Kelvin นี้เราสามารถนำไปใช้ในการเปลี่ยนโทนสีในภาพได้ด้วยนะครับ กล้องใครมี Live View จะได้เปรียบเพราะต่อให้จำค่าไม่ได้ลองจิ้มมั่วๆดูมันก็จะเห็นว่าโทนสีมัน เปลี่ยนไปยังไงบ้าง ส่วนกล้องใครไม่มี Live View ถ้าไม่จำให้แม่นก็ต้องถ่าย test กันหน่อยล่ะ ซึ่งมันจะสามารถทำได้แบบภาพด้านล่างนี้

ในกล้องบางรุ่นจะมี WB แบบ custom ซึ่งตัวนี้จะเป็นการเลือกอ้างอิงค่าแสงสีแบบ Manual คือถ้าเราเลือกตัวนี้เมื่อไหร่ เราต้องเอากล้องไปถ่ายวัตถุสีขาวล้วนหรือว่าเทากลาง 18% ในภาพ เพื่อให้กล้องรับรู้ว่าสีขาวล้วนในภาพคือตรงนี้ จากนั้นจะทำการอ่านค่าว่าสีขาวที่เราถ่ายมาเนี่ยมันมีส่วนผสมของ RGB ที่ผิดเพี้ยนไปแค่ไหน แล้วก็ชดเชยให้โดยอัตโนมัติ
การใช้งาน Custom WB นี้ถ้าหากใช้ให้ถูกแล้วจะมีความแม่นยำมาก แต่ถ้าหากผิดพลาดนิดเดียวก็อาจจะผิดเพี้ยนไปไกลเลยการใช้งานต้องชำนาญพอสมควร โดยจะต้องมีวัตถุสีขาวหรือเทากลาง 18% อยู่ในมุมเดียวทิศทางแสงเดียวกับภาพที่เราจะถ่าย ปกติแล้วก็จะเอากระดาษไปวาง จากนั้น custom แล้วก็ค่อยเอาออก แล้วเราต้องถ่ายทิศทางนั้นๆ บางครั้งแค่หันซ้าย หันขวา หรือกลับหลังหันมันก็จะเพียนแล้วเพราะเรา อ้างอิงกับทิศทางแสงและสภาพแสงจุดนั้นๆ เปรียบไปก็เหมือนใช้วัดแสงเฉพาะจุดล่ะครับหลงทิศหลงทางนิดเดียวก็เพี้ยนไปไกลแล้ว
Kelvin
ไม่ใช่กางเกงยีนส์หรือว่าดาราหนังอย่าง คาร์วิน ไคล์ หรอกนะ(เขียนถูกป่าวหว่า) แต่เป็นสิ่งที่เรียกว่า "อุณหภูมิสี" ซึ่งจะมีหน่วยเป็น "องศาเคลวิน" กล้องบางรุ่นจะมีฟังค์ชั่นนี้มาให้เลือกในการใช้งาน WB ด้วย โดยการจะใช้งานตัวนี้ได้ เราต้องเข้าใจเรื่องของอุณหภูมิสีก่อนว่ามันคืออะไร ถ้าอธิบายเชิงวิชาการไปรับรองว่าคิดมากจนฉี่เหลืองแน่ๆ สรุปให้ฟังง่ายๆละกันนะครับ
อุณหมูมิสีต่ำ เช่น 2500K สีจะไปในทางโทนร้อน ซึ่งจะไปในทางสีออกเหลืองจนไปถึงเหลืองอมส้ม
อุณหภูมิสีสูง เช่น 9900K สีจะไปในทางโทนเย็น ซึ่งจะไปในทางสีออกฟ้า
อุณหภูมิสีกลางๆ เช่นประมาณ 4800K จะไปในโทนสีกลางๆซึ่งก็จะเป็นขาว
แต่ในการใช้งานมันจะตรงข้ามกัน เช่นในสภาพแสง "สีขาว" แต่เราตั้งในกล้องเป็น 2500K ภาพที่ได้จะติด "สีฟ้า" เขามาไม่ใช่ "สีเหลือง" เนื่องจากเป็นการบอกกล้องว่าเราอยู่ในอุณหภูมิสี 2500K ซึ่งสภาพแสงจะติดสีเหลืองซึ่งเป็นสีโทนร้อน กล้องเลยชดเชยให้เราด้วยสีฟ้าซึ่งเป็นสีโทนเย็นเข้ามา มันเลยกลายเป็นว่าเราเซ็ทค่าในกล้องด้วยอุณหภูมิสีต่ำๆเรากลับได้สีโทนเย็น มาแทน เพราะมันเป็นการบอกกล้องว่าเราอยู่ในอุณหภูมิสีเท่าไหร่กล้องมันก็ชดเชยให้ตามนั้น เพื่อให้หักล้างกันมาเป็นสีขาวพอดี
สรุปง่ายๆก็คือเป็นการบอกกล้องว่าเราอยู่ในอุณภูมิสีเท่าไหร่กล้องก็จะชดเชยให้เราด้วยสีตรงข้ามกันเท่านั้น
เฮ้.........แล้วมันชดเชยได้แต่สีตรงข้ามของเหลืองกับฟ้าเท่านั้นเหรอ?
จริงๆแล้วมันไม่ได้มีแค่เหลืองกับฟ้าหรอกครับไม่งั้นมันจะแก้ทุกสีได้ไง จริงๆแล้วมันมีอีกสองสีด้วยก็คือ G กับ M ซึ่งเป็นสีตรงข้ามกัน
G ซึ่งเป็นสีเขียว ถ้า +G เข้าไปภาพจะมีสีเขียวเพิ่มขึ้น
M ซึ่งเป็นสีออกชมพู ถ้า +M เข้าไปภาพจะมีสีชมพูเพิ่มขึ้น
แล้วบวก ทั้ง G และ M พร้อมกันได้ป่าว? คำตอบคือไม่ได้ครับเพราะสองสีนี้ตรงข้ามกัน ถ้า + ทั้งสองสีนี้เข้าไปเท่าๆกัน มันก็จะเป็นสีขาว ซึ่งมีค่าเท่ากับไม่บวก แล้วจะบวกกันเพื่อ??????????????????????? (เพื่ออะไรฟะ)
แล้วที่มันมีคนคิดสูตรกันต่างๆนาๆเช่น 4700K M+2 ถ่าย portrait รับรองสวยอะไรงี้อะ?
มันก็เป็นสูตรที่ใช้งานได้ในสภาพแสงบางสภาพแหล่ะครับ 4700K ถ้าอยู่ในแสงอมเหลืองนิดๆ(นี๊ดดดด เดียวนะ) มันจะได้สีขาวพอดี การ +M เข้าไปก็เพิ่มสีชมพู ทำให้คนที่ถูกถ่ายสีผิวอมชมพูมากขึ้นเท่านั้นเอง แต่ถ้าสภาพแสงมันเปลี่ยนเป็นไฟเหลืองจัดๆแล้วใช้สูตรนี้ดูสิครับ แทนที่หน้ามันจะอมชมพูมันจะอมเหลืองเหมือนเป็นดีซ่านแทนน่ะสิ คนที่เขาคิดสูตรอะไรแบบนี้มาเนี่ย ส่วนมากแล้วเขาจะมีความชำนาญจากการถ่ายบ่อยๆ พอมีประสบการณ์มากๆดูแสงแล้วเราก็จะพอเดาได้ว่าต้องบวกลบชดเชยอุณหภูมิสีเท่าไหร่ ต้องบวก G บวก M เท่าไหร่ถึงจะดี มันจะเป็นไปตามประสบการณ์ครับ แต่มันก็หนีไม่พ้นต้องเข้าใจเรื่องของอุณหภูมิสีนั่นแหล่ะ คือถ้าไม่เข้าใจเรื่องนี้มันก็คือการ "ลองผิดลองถูก" นั่นแหล่ะครับ คือถ้าจะเอาสูตรเขามาใช้เนี่ยผมอยากให้ทำความเข้าใจด้วยว่าไอ้สูตรพวกนี้น่ะมันมีที่มายังไงอย่าเอามาใช้โดยไม่เข้าใจ เพราะสุดท้ายแล้วถ้าเอามาใช้อย่างไม่เข้าใจแล้วมันไม่ได้ผลจะพาลไปด่าคนคิดสูตรเขาเปล่าๆ
ตัว Kelvin นี้เราสามารถนำไปใช้ในการเปลี่ยนโทนสีในภาพได้ด้วยนะครับ กล้องใครมี Live View จะได้เปรียบเพราะต่อให้จำค่าไม่ได้ลองจิ้มมั่วๆดูมันก็จะเห็นว่าโทนสีมัน เปลี่ยนไปยังไงบ้าง ส่วนกล้องใครไม่มี Live View ถ้าไม่จำให้แม่นก็ต้องถ่าย test กันหน่อยล่ะ ซึ่งมันจะสามารถทำได้แบบภาพด้านล่างนี้
ภาพด้านบนทั้งสี่ภาพนี้ จริงๆผมถ่ายมาแค่ภาพเดียวแล้วผมมาปรับแก้ WB เอาทีหลังให้มันกลายเป็น 4 รูปสี่สีได้เพราะผมถ่ายมาเป็น RAW File ครับ รูปแรกนั้นเป็นรูปที่ได้มาจากในกล้องเลย ส่วนอีกสามรูปที่เหลือเอามาปรับแก้ WB เอาทีหลังในคอมครับ ไม่ต้องทายมีสี่รูปให้เมื่อยหรอก อิอิ
ไอ้ขี้โกงสาธยายมาซะยืดยาวเรื่อง WB แล้วสุดท้ายแกมาแก้ในคอมเอาเนี่ยนะ !!!!!!!!!!
ไอ้ขี้โกงสาธยายมาซะยืดยาวเรื่อง WB แล้วสุดท้ายแกมาแก้ในคอมเอาเนี่ยนะ !!!!!!!!!!
ผมอยากจะบอกพวกเราว่า การ Process เนี่ยเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ในการถ่ายภาพยุคดิจิตอลแบบนี้หรอกครับ แต่การถ่ายภาพเนี่ยมันต้องเริ่มมาจากถ่ายให้ดีก่อน การ Process เนี่ยมันเป็นสิ่งที่ตามมาทีหลังทำให้งานสมบูรณ์แบบมากขึ้น บางครั้งการ process มันก็ช่วยให้งานเร็วขึ้น แต่การสักแต่ถ่ายมั่วๆไปแล้วก็มานั่ง Process กันตาแหก คิดกันฉี่เหลืองเนี่ยมันคงไม่ใช่สิ่งที่นักถ่ายภาพที่ดีควรทำหรอกครับ และผมเชื่อเลยว่าคนที่มีความรู้ความเข้าใจเรื่อง WB ที่ดีแล้วเนี่ยมันสามารถที่จะจบงานในกล้องและสร้างสรรค์งานในกล้องได้เลยโดยที่ไม่ต้องมานั่งตาแหกกันในคอมหรอกครับ ทฤษฎีความเข้าใจพวกนี้เนี่ยถ้าเข้าใจมันแล้วมันไม่ใช่สิ่งที่ยากเลยครับ
อย่ามาเฉไฉ อธิบายมาเลยไอ้ถ่ายมาเป็น RAW File แล้วมาแก้ WB ทีหลังมันคืออะไร
มันก็ไม่มีอะไรมากหรอกครับ คือว่าการถ่ายภาพมาเป็น JPG File เนี่ย มันเหมือนอาหารปรุงสุกแล้วใส่น้ำปลาใส่พริกมาแล้ว จะมาแก้รสชาติทีหลังมันยาก ทั้งเรื่องสีเรื่องแสงเนี่ยมันถูกแก้มาแล้ว แต่ถ้าเป็น RAW File เนี่ย มันเหมือนอาหารสดอะ ซื้อหมู ซื้อพริกซื้อน้ำปลา มาแล้วค่อยมาปรุงที่บ้าน ซื้อพริกมาสามกำอยากใส่ครึ่งกำก็ได้ มันมาแก้ได้ใหม่หมดเลยกล้อง set WB มายังไงไม่พอใจแก้โลด แต่มีข้อแม้อยู่ว่าจอภาพเราต้อง Calibrate แล้วนะ คือถ้าสีจอไม่ได้ตั้งให้ถูกแล้วปรับไงก็ไม่ตรงหรอก มันจะตรงแค่ในจอเราแหล่ะ เอาเป็นว่าเรื่อง Raw file กับเรื่อง Calibrate จอเนี่ย มันคุยกันยาวติดไว้คราวหน้าละกันครับ ถ้าผมไม่ได้มาเขียนก็คงเป็นน้าๆคนอื่นมาเขียนแหล่ะ สองเรื่องนี้ในเว็ปนี้มีคนชำนาญกว่าผมอีกอะ ลาไปก่อนล่ะครับ
ขอบคุณภาพกราฟแม่สี RGB จาก WIKIPEDIA ครับ
อย่ามาเฉไฉ อธิบายมาเลยไอ้ถ่ายมาเป็น RAW File แล้วมาแก้ WB ทีหลังมันคืออะไร
มันก็ไม่มีอะไรมากหรอกครับ คือว่าการถ่ายภาพมาเป็น JPG File เนี่ย มันเหมือนอาหารปรุงสุกแล้วใส่น้ำปลาใส่พริกมาแล้ว จะมาแก้รสชาติทีหลังมันยาก ทั้งเรื่องสีเรื่องแสงเนี่ยมันถูกแก้มาแล้ว แต่ถ้าเป็น RAW File เนี่ย มันเหมือนอาหารสดอะ ซื้อหมู ซื้อพริกซื้อน้ำปลา มาแล้วค่อยมาปรุงที่บ้าน ซื้อพริกมาสามกำอยากใส่ครึ่งกำก็ได้ มันมาแก้ได้ใหม่หมดเลยกล้อง set WB มายังไงไม่พอใจแก้โลด แต่มีข้อแม้อยู่ว่าจอภาพเราต้อง Calibrate แล้วนะ คือถ้าสีจอไม่ได้ตั้งให้ถูกแล้วปรับไงก็ไม่ตรงหรอก มันจะตรงแค่ในจอเราแหล่ะ เอาเป็นว่าเรื่อง Raw file กับเรื่อง Calibrate จอเนี่ย มันคุยกันยาวติดไว้คราวหน้าละกันครับ ถ้าผมไม่ได้มาเขียนก็คงเป็นน้าๆคนอื่นมาเขียนแหล่ะ สองเรื่องนี้ในเว็ปนี้มีคนชำนาญกว่าผมอีกอะ ลาไปก่อนล่ะครับ
ขอบคุณภาพกราฟแม่สี RGB จาก WIKIPEDIA ครับ





Section Widget
Categories Widget (Show All)
Blog ล่าสุด