2. การวัดแสง : การถ่ายภาพภายในอาคารมักจะมีแหล่งกำเนิดแสงต่างๆ เข้ามาอยู่ในภาพด้วย ซึ่งตาของคนเราจะมีความสามารถในการมองเห็นรายละเอียดของส่วนสว่างและส่วนมืดได้ค่อนข้างดี แต่ฟิล์มนั้นไม่สามารถบันทึกรายละเอียดของส่วนสว่างและส่วนมืดได้อย่างที่ตาเรารับรู้ ดังนั้นเพื่อช่วยในการลดความเปรียบต่างของส่วนสว่างและส่วนมืดนี้ลง เราจึงมักต้องอาศัยแสงเสริมเข้ามาช่วยในการถ่ายภาพภายในอาคาร แสงเสริมที่ว่านี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะแสงเสริมประเภท daylight ซึ่งเราจะใช้แสงจากไฟแฟลชเข้ามาทำหน้าที่ในการเปิดรายละเอียดเฉพาะในส่วนเงาตรงนี้



ดังนั้นความแรงของไฟแฟลชที่จะเสริมเข้าไปนี้จึงควรมีค่าน้อยกว่าค่าการเปิดรับแสงอยู่ประมาณ 1-2 สตอป แต่ก็ยังคงสว่างพอเพียงที่จะเปิดรายละเอียดในส่วนมืด เช่น วัดแสงในขณะนั้นได้ f/16 @ 1/4 วินาที แสงแฟลช ก็ควรแรงประมาณ f/11 ซึ่งสามารถวัดได้โดยใช้เครื่องวัดแสงแฟลช หรือ ถ้าใช้แฟลชเฉพาะกิจที่ติดบนหัวกล้อง ก็ควรทำการชดเชยแสงแฟลชให้อ่อนลง 1-2 สตอป เช่นกัน ซึ่งรายละเอียดส่วนอื่นของภาพที่ไม่ใช่ส่วนมืด ก็ยังคงได้รับแสงจากแหล่งกำเนิดแสงหลักอยู่เช่นเดิมนั่นเอง



      แต่เนื่องจากแสงแฟลชไม่ใช่แสงต่อเนื่อง ระยะเวลาในการปล่อยแสงแฟลชนั้นรวดเร็วเกินกว่าที่ตาเปล่าจะรับรู้ จึงควรถ่ายทดสอบด้วย Instant Film ก่อนเสมอๆ เพื่อความมั่นใจ หรือไม่ก็ต้องทำการถ่ายคร่อมเผื่อเอาไว้บ้าง





      3. การจัดองค์ประกอบ : โดยมากแล้วคงหนีไม่พ้นกฎสามส่วน คือแบ่งภาพออกเป็นสามส่วนทั้งในแนวตั้งและแนวนอน จะได้เส้นสมมติ 4 เส้น เส้นเหล่านี้มีไว้เป็นแนวในการวางเส้นสำคัญของวัตถุต่างๆ ในภาพ ไม่ว่าจะเป็นเสา หรือ ระนาบพื้น เพดานต่างๆ นอกจากนี้ยังควรคิดไปถึงเส้นนำสายตาเพื่อนำไปสู่สิ่งที่น่าสนใจในภาพอีกด้วย ทั้งยังไม่ควรละเลยถึงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในภาพด้วยนะครับ



      โดยคร่าวๆ ก็คงมีเพียงเท่านี้ แต่งานถ่ายทำจริงๆ จะมีรายละเอียดมากมายกว่านี้เยอะเลยครับ ต้องค่อยๆ แสวงหา ไถ่ถาม จากแหล่งอื่นเพิ่มเติมอีกบ้างครับ สุดท้ายผมหวังว่าบทความเรื่องการถ่ายภาพภายในอาคารนี้คงจะเป็นประโยชน์แก่ทุกท่านไม่มากก็น้อยนะครับ

ขอบคุณมากครับ

royiswho@yahoo.com

> หน้า 1   



Copyright ? 2003 webmaster@photohobby.net . All rights reserved.
Reproduction of the information contained in this web site without permission is prohibited