| HomE | NewS | LeArN | WebBoArD | GuestBook | LinkS | US |


เชียงตุง อุษาคเนย์ “ ซ้ายสิบนาฬิกา ”

“ ดินแดนซ้ายสิบนาฬิกา ” ตามภาษาทหาร อันเป็นที่ตั้งของรัฐฉาน ( Shan State ) ประเทศสหภาพพม่า รัฐที่มีชนชาวไทหรือไต ชนชาติไทดั้งเดิมอย่างเช่น ไทใหญ่ ไทขึน ไทลื้อ และอีกหลายเผ่าไท อาศัยอยู่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ในพม่าโดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เมือง “ เชียงตุง ” อีกหนึ่งในดินแดนแห่ง “ อุษาคเนย์ ” หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อันหมายรวมถึงดินแดนในหลายประเทศประกอบรวมกันอยู่ระหว่างประเทศจีนกับอินเดีย

พม่าเป็นประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงอีกหนึ่งความใฝ่ฝัน ที่เฝ้ารอโอกาสไปเยือนให้ได้สักครั้งหนึ่ง แล้วโอกาสก็มาถึง “ เชียงตุง ” คือเป้าหมายการเดินทางมาเยือนในครั้งนี้ เมืองเชียงตุงได้ชื่อว่าเป็นเมือง 3 จอม 7 เชียง 9 หนอง 12 ประตู ..อันมีความหมายถึงเมืองที่มีภูเขาสูงล้อมรอบอยู่ 3 จอม มีชุมชนดั้งเดิมชาวไทขึนที่ขึ้นต้นด้วยเชียงอยู่ 7 เชียง มีหนองน้ำหล่อเลี้ยงให้ความอุดมสมบูรณ์อยู่ 7 หนอง และมีประตูเมืองทั้งหมด 12 ประตู (เท่าที่เห็นปัจจุบันเหลือเพียง 1 หนอง 2 ประตู) รวมกันเป็นแว่นแคว้นที่เรียกว่า “ เขมรัฐตุงคบุรี ”

ข้ามผ่านชายแดนไทยฝั่งอำเภอแม่สาย จ.เชียงราย เข้าสู่เมืองท่าขี้เหล็กตามกระบวนการผ่านแดนของสหภาพพม่าที่มีขั้นตอนค่อนข้างยุ่งยากกว่าการเดินทางเข้าประเทศอื่นๆ ที่อยู่รายรอบไทยเรา ..ออกเดินทางจากท่าขี้เหล็กโดยเช่ารถใหม่ป้ายแดงในแบบของพม่า มุ่งตรงสู่เมืองเชียงตุงด้วยระยะทางราว 160 กม. ใช้เวลาเดินทางถึง 4 ชม. เก็บความสงสัยไว้ในใจกับหนทางแค่นี้ทำไมถึงใช้เวลาสิ้นเปลืองนัก ในเมื่อเส้นทางนี้ก็ลาดยางตลอดสายไปจนถึงเชียงตุง.. ! วิ่งรถมาได้ประมาณ 40-50 กม. ก็ถึงด่านตรวจถาวรของทางการทหารพม่าปลูกสร้างด้วยไม้ดูไม่แข็งแรงนัก คนขับรถถือเอกสารของนักเดินทางลงไปผ่านกระบวนการตรวจสอบเพื่อความมั่นคงพร้อมจ่ายค่าธรรมเนียมข้ามเขตแดนในแต่ละเขตปกครอง ขณะที่พวกเรานั่งรออยู่ในรถทหารพม่าหน้าตาเคร่งขรึมเดินมาเมียงมองอยู่ที่รถเราพร้อมพูดเสียงดังฟังไม่เข้าใจด้วยสำเนียงไม่คุ้นหู สร้างความมึนงงแก่พวกเราเป็นอย่างมาก ..ฟังก็ไม่รู้เรื่องแล้วจะทำอย่างไรกันดีละที่นี้ เมื่อฟังไม่ได้ศัพท์แล้วจำต้องจับคำพม่ามากระเดียดได้ความว่า “ กุ๊กๆ ” (อิ อิ)..ทีนี้ยากเลยจะแปลว่าอะไร ตกลงแบบนี้เค้าคุยกับเราหรือเรียกไก่หวา..งง ! กลายเป็นไก่ตาแตกได้แต่มองตาปริบๆ จนคนขับกลับมาที่รถพวกเราจึงถึงบางอ้อ “ กุ๊กๆ ” อ๋อ “ ยางแบน ” โธ่เอ้ย.. ปล่อยให้งงอยู่ได้เป็นนาน ..แล้วพลขับก็ลงมือตะลุยเปลี่ยนยางใหม่เสร็จภายในไม่กี่นาที แต่พอเห็นยางใหม่ที่เพิ่งเปลี่ยนถึงใจฝ่อ โหย..ทำไมถึงน่ากลัวอย่างนี้หนอ (เหอะๆ) .ดอกยางดีหายไปหมดเลยเหลือแต่ล้อกลมเกลี้ยงเรียบสนิทไม่หลงเหลือร่องรอยของดอกยางติดอยู่สักนิด แล้วนี่เราต้องอาศัยเจ้าล้อเกลี้ยงๆ พาลัดเลาะไต่ระดับเขาสูงชันขึ้นไปนี่นะ อื้ม..น่าคิด !

ตลอดเส้นทางสายนี้จะมีด่านเก็บเงินค่าผ่านทางด่วน จำกัดความเร็วไว้ที่ 60 กม./ช.ม. สลับกับด่านตรวจทางการทหารพม่าไปเป็นระยะ และก็ไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าจะต้องเจอกับด่านตรวจชั่วคราวของทหารที่ใช้เพียงเชือกไนล่อนเล็กๆ ขึงกั้นขวางทางไว้แบบง่ายๆ เพื่อหยุดรถตรวจเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษ..?

เดินทางต่อมาถึงเมืองพยากหรือแพรก เป็นเวลาเที่ยงพอดี จุดนี้เป็นทางแยก และเป็นชุมทางพักรถด้วย จึงมีร้านขายอาหารเปิดให้บริการแก่ผู้สัญจรผ่านไป-มา ได้หยุดพักดื่มกินอาหารก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังเมืองเชียงตุง หรือจะแยกไปเมืองเชียงรุ่งหรือเชียงรุ้ง แคว้นสิบสองปันนาในประเทศจีน ..พยากเป็นเมืองเล็กๆ ที่ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างทางเส้นทางท่าขี้เหล็ก-เชียงตุง มีประชากรเป็นชาวไทใหญ่ สภาพความเป็นอยู่ไม่เจริญนัก เป็นอีกเมืองหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงในประวัติศาสตร์ครั้งที่กองทัพไทยบุกผ่านเข้ามาแล้วยึดไว้ ก่อนเดินทางต่อไปยึดเมืองเชียงตุง ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยจอมพลผิน ชุณหะวัณ ผู้บังคับบัญชากองพลที่ 3


 

   

การเดินทางต่อในช่วงบ่าย ไม่ค่อยสดใสกันนักไม่รู้ว่าร้านอาหารที่เมืองพยากแอบใส่ยานอนหลับลงไปในอาหารหรือเปล่า (อิ อิ) พอขึ้นรถได้ก็หลับกันเรียบ ไม่เว้นแม้แต่คนขับรถที่พยายามสะบัดหัวไปมาเพื่อไล่ความง่วงเป็นระยะๆ เฝ้าสังเกตอาการคนขับรถด้วยความรู้สึกไม่วางใจ เครียดนักก็หันไปมองวิวทิวทัศน์สองข้างเป็นการผ่อนคลาย ลำพังยางรถไม่มีดอกก็หนักใจพออยู่แล้ว ยังต้องมาเผชิญกับปัญหาคนขับง่วงอีกนี่นะ เอ้อ.. รถวิ่งขึ้นไปตามทางลาดชันบนเขาสูงคดเคี้ยวมองลงมาเห็นธารน้ำไหลแรงเชี่ยวกรากอยู่เบื้องล่าง เรียบริมธารน้ำเป็นทุ่งนาข้าวขั้นบันไดสีเขียวขจีวางตัวลดหลั่นไปตามไหล่เขาโค้งมนกลมกลืนช่างเป็นภาพที่ชวนมอง ทึ่งในศิลปะแห่งภูมิปัญญาทางเกษตรกรรมอันชาญฉลาดของบรรพชนยิ่งนัก

ฟ้ามืดครึ้มฝนอยู่เพียงคู่เดียว สายฝนก็เทกระหน่ำลงมาอย่างหนัก รถใหม่ป้ายแดงราคาสามแสน แอร์มีแต่เปิดไม่ได้ยามนี้สาหัสนักทุกคนต้องช่วยกันหมุนกระจกขึ้นปิดทุกด้าน ไม่ปิดก็ไม่ได้ฝนกำลังตกหนักอย่างนี้ถ้าเปิดกระจกไว้ฝนสาดเข้ามาก็เปียกโชกกันหมดทั้งรถทั้งคน เลื่อนกระจกขึ้นปิดพอให้มีอากาศหายใจ ..เจ้ากรรมหมุนๆ หมุนไม่ขึ้น ฮ่วย..รถใหม่ป้ายแดง คนขับต้องจอดรถกางร่มออกไปนั่งทุบๆ เคาะๆ กระจกให้เข้าที่เข้าทางอยู่กลางสายฝนอย่างทุลักทุเลมือหนึ่งกางร่มมือหนึ่งซ่อมกระจก เฮ้อ..อะไรจะลำบากขนาดน้าน ร้อนถึงเราต้องยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ว่าแล้วก็ยื่นมือออกไปกางร่มให้ จะได้ซ่อมสะดวกขึ้น (อิ อิ)

 

   

รถใหม่ป้ายแดงที่นี่คนขับรถทุกคนต้องซ่อมรถเองได้ด้วย เพราะรถนำเข้าในพม่าใหม่แต่ป้ายแดง ส่วนรถเก่ามากมาจากประเทศผู้ขาย (ฮ่าๆ) ลำพังตัวรถคงประมาณหมื่นสองหมื่นที่เหลืออีกสองแสนแปด สองแสนเก้าก็คงเป็นราคาป้ายทะเบียนไปเพราะรัฐบาลพม่าเก็บภาษีประชาชนแพงมาก ..ซ่อมกระจกเสร็จก็ออกเดินทางกันต่อ แต่เรื่องยังไม่จบง่ายๆ แค่นี้น้อยไป รถวิ่งฝ่าสายฝนที่ดูจะยิ่งตกหนักขึ้นจนมองทางแทบไม่เห็น ก้านปัดน้ำฝนต้องทำงานหนัก ส่วนคนขับต้องยื่นหน้าดูทางจนชิดกระจกแล้วร้องอ้าว ..กระจกป็นฝ้าเองหลอกรึ (เหอะๆ) คราวนี้คนนั่งหน้าถูกหวยต้องทำหน้าที่เช็ดกระจกให้ใส..ปิ๊ง ไปจนกว่าฝนจะหยุด

กว่าสามโมงเย็นจึงผ่านประตูเมือง 1 ใน 2 ที่เหลืออยู่ เข้าสู่เขตเมืองเชียงตุง เชียงตุงเป็นเมืองเล็กๆ ตั้งอยู่กลางหุบเขาบนความสูงประมาณ 800 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง เวลาที่นี่จะช้ากว่าเมืองไทย 30 นาที ประชากรส่วนใหญ่ เป็นชาวไทขึน หรือ ไทเขิน “ ชนชาวไท ” ที่รู้จักกันดีมานานแล้วจากงานศิลปหัตถกรรมเก่าแก่ระดับคลาสสิก ที่คนไทยเราเรียก “ เครื่องเขิน ” ชนเผ่าไทที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำขึน สายน้ำสาขาของแม่น้ำโขง จึงเรียกชนเผ่าไทกลุ่มนี้ว่า “ ชาวไทขึน ” เชียงตุงเป็นเมืองเล็กก็จริงแต่กลับมากมายด้วยวัดวา ตั้งเรียงรายกันอยู่ทั่วเมืองในลักษณะที่เรียกว่า “ วัดชนวัด ” สะท้อนให้เห็นถึงความรุ่งเรืองในอดีต และลักษณะนิสัยของชาวไทหรือไตที่ชอบการทำบุญทาน

ออกเดินเก็บภาพบรรยากาศรอบเมืองพบเห็นอะไรก็ดูแปลกตาไปหมด แต่ส่วนใหญ่จะเดินเข้า-ออกวัดนู้นวัดนี้เสียมากกว่า เพราะวัดตั้งอยู่ใกล้กัน อย่างวัดพระเจ้าหลวงหรือวัดเจ้าหลวง วัดพระแก้ว วัดหัวโข่งหรือหัวข่วง วัดทั้งสามนี้ห่างกันเพียงแค่ถนนกั้นไว้ ใครมาเชียงตุงหากคิดจะเที่ยวชมวัดให้ครบเห็นจะต้องใช้เวลากันหลายวัน เพราะเชียงตุงมีวัดอยู่มากกว่า 30 วัดขึ้นไป ดังนั้นการมาเชียงตุงจึงเป็นเรื่องของการมาศึกษาเที่ยวชมสถาปัตยกรรมและประติมากรรมตามวัดต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะพุกามตอนปลาย ผสมกับศิลปะสมัยกรุงมัณฑเลย์ จนเรียกได้ว่าเป็นศิลปะคู่บ้านคู่เมืองเชียงตุง

 


อ่านต่อหน้า 2 >



Copyright ? 2003 webmaster@photohobby.net . All rights reserved.
Reproduction of the information contained in this web site without permission is prohibited