| |
|
|
|
|||
| |
|
|
|
|
|
|
| |
|
|
|
|
|
|
|
|
เราเดินทางมาเชียงตุงตรงกับวันพระพอดี จึงมีโอกาสได้เก็บภาพชาวไทขึนเชียงตุงเข้าวัดมาทำบุญทานกัน เพลิดเพลินกับการเก็บภาพความศรัทธา แว่วยินเสียงเรียกมาว่า ลูกมามานั่งข้างสิ หันมองตามไปทางต้นเสียงด้วยหวังใจว่าจะได้บันทึกภาพความงามของแม่หญิงเชียงตุงที่แต่งกายด้วยชุดพื้นเมืองมาทำบุญ แต่ที่ไหนได้คำพูดประโยคนี้กลับคือคำเชื้อเชิญให้เราเข้ามาทำบุญ ฟังเทศน์ฟังธรรมร่วมกัน ก็น้ำใจงามเช่นนี้แล้วใครเล่าจะกล้าปฎิเสธได้ลง
พนมมือฟังพระธรรมคำสอน ในบทสวดบทเดียวกัน รับรู้ถึงความรู้สึกอบอุ่นเหมือนกลับมาเยี่ยมญาติพี่น้องคนไทยในต่างแดนมากกว่าการเดินทางเพียงเพื่อมาบันทึกภาพการท่องเที่ยวอย่างที่ตั้งใจมาแต่ครั้งแรก อาจเพราะความเกี่ยวพันทางเชื้อสายชาติไทหรือไตเหมือนกันก็เป็นได้ และชาวเชียงตุงยังพูดภาษาไทย หรืออู้คำเมืองได้ดีเป็นส่วนใหญ่ ด้วยจิตใจที่โอบอ้อมอารี ยิ้มแย้มแจ่มใส ทักทายพูดคุยแสดงไมตรีจิตด้วยจริงใจ ถึงเป็นเมืองเล็กๆ ที่ความเจริญทางเทคโนโลยีแทบผ่านเข้ามาไม่ถึง หากแต่ความเจริญทางด้านจิตใจกลับยิ่งใหญ่สูงส่งเกินกว่าเทคโนโลยีใดๆ จะพัฒนาตามทัน เดินเก็บภาพบรรยากาศวิถีชีวิตชุมชน และทัศนียภาพรอบเมืองไปตามเส้นทางอย่างไม่รีบเร่งภายใต้เงาเมฆฝน ..หวนนึกย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่เมืองเชียงตุงเคยเป็นจังหวัดหนึ่งของไทยในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี กองทัพไทยยกทัพขึ้นมายึดเชียงตุงจากอังกฤษ แล้วประกาศให้เป็นจังหวัดหนึ่งของไทยชื่อ แคว้นสหรัฐไทยเดิม ได้จัดระบบการปกครองและจัดการการศึกษาเสียใหม่ให้เป็นแบบเดียวกับเมืองไทยอยู่ได้ราว 3 ปี ซึ่งในช่วงเวลานี้ชาวเชียงตุงบอกว่าเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมาก แต่ช่วงเวลาแห่งความสุขนั้นก็หมดไปพร้อมกับไทยซึ่งอยู่ในฝ่ายประเทศผู้แพ้สงคราม จึงจำต้องคืนเชียงตุงให้อังกฤษไปผนวกรวมดินแดนเป็นของสหภาพพม่า ตั้งแต่นั้นมาชาวเชียงตุงจึงมีฐานะเป็นแค่พลเมืองชั้นสองที่ถูกจำกัดสิทธิทางการเมืองการปกครอง รัฐบาลพม่าเข้ามาปกครองอย่างเข้มงวดมีกฎเกณฑ์มากมายมาควบคุม จะอพยพโยกย้ายถิ่นฐานออกนอกเขตเมืองเชียงตุงไปไม่ได้ต้องอยู่ที่นี่ตลอดไป และถูกปิดตายมานานกว่า 50 ปี ท่ามกลางกระแสการกลืนกินชนชาติ จารีตประเพณี และวัฒนธรรมของพม่า จนเมื่อรัฐบาลพม่ายอมเปิดตัวเมืองเชียงตุงออกสู่สายตาชาวโลกเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา กลับยังคงพบเห็นว่าชาวไทขึนเชียงตุงรักษาเอกลักษณ์ ความเป็นชนชาติไทดั้งเดิมไว้ได้เป็นอย่างดี
เดินเรื่อยมาจนถึง หนองตุง หนึ่งใน 9 หนองใหญ่ ที่คงเหลืออยู่เพียงหนองน้ำเดียว หล่อเลี้ยงให้ความอุดมสมบูรณ์แก่เมืองเชียงตุงแต่ครั้งกาลก่อนจนถึงปัจจุบันตามตำนานเก่าแก่กว่า 800 ปีก่อน เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ขึ้นที่ริมฝั่งแม่น้ำขึน มีพระดาบสรูปหนึ่งนาม ตุงคฤาษี ได้แสดงกฤดาภินิหารอธิษฐานให้น้ำไหลออกไป คงไว้แต่หนองน้ำใหญ่กลางใจเมือง จึงตั้งชื่อหนองตุงตามชื่อดาบสรูปนี้ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ เชียงตุง หรือ เขมรัฐตุงคบุรี มีความหมายว่าเมืองแห่งตุงคฤาษีอาณาประชาราษฎร์มีแต่ความเกษมสำราญ รุ่งวันใหม่ ออกชมตลาดเช้าขายสินค้าพื้นเมืองตามแบบฉบับชาวเมืองเชียงตุง ซึ่งวางขายอยู่ตลอดแนวถนนหน้าเกสเฮ้าท์ เป็นตลาดเล็กๆ ขายแต่สินค้าเครื่องอุปโภคบริโภคเท่าที่จำเป็นของชาวบ้านแถบนี้ซึ่งอยู่ห่างออกมานอกเมือง สินค้าที่ขายมีไม่มากนักเป็นพวกพืชผัก เนื้อ หมู ไก่ กบ เขียด กุ้ง หอย ปู ปลา ครบเครื่องแต่อย่างละเล็กละน้อยพอให้เลือกจับจ่ายซื้อหากลับไปปรุงกินเอง หรือจะเลือกแบบปรุงสำเร็จพร้อมกินเป็นอาหารเช้าพื้นเมืองดูแปลกตา ส่วนใหญ่ปรุงมาจากถั่วต้มสุกบดละเอียดจนดูคล้ายแป้งกวน สีสันก็เป็นไปตามชนิดของถั่ว ตั้งโต๊ะขายอยู่หลายโต๊ะชาวเชียงตุงมานั่งกินกันแน่นทุกร้าน เมียงมองละล้าละลังอยากลองชิมรสชาติอาหารอยู่เป็นนาน กล้าๆ กลัวๆ จนคุณยายร้านข้างๆ ที่เฝ้ามองอยู่คงทนไม่ได้ถึงเอ่ยถามมาด้วยความสงสัยว่า หนูมาจากไหน ยิ้มแล้วหันไปตอบ มาจากเมืองไทยค่ะ คุณยายถามกลับ แล้วที่นู้นไม่มีกินหรือ เออะ..อึ้งสนิท จะตอบอย่างไรดีล่ะ..ตอบไม่ถูก ได้แต่ยิ้มแหย่ๆ
จากตลาดชุมชนเล็กๆ หน้าเกสเฮ้าท์ เรามาเดินตลาดกลางเมืองเชียงตุงกันบ้าง ตลาดนี้กว้างขวางใหญ่โตต่างกันริบกับตลาดชุมชน มีสิ้นค้าหลากหลายให้เลือกจับจ่ายซื้อหา ไม่ว่าจะเป็นอาหารสด อาหารแห้ง อาหารสำเร็จรูป อุปกรณ์เครื่องใช้ไม้สอยมากมาย ตลอดจนเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายแบบทันสมัยก็เยอะ สินค้าส่วนใหญ่เป็นสิ้นค้ามาจากเมืองจีน และเมืองไทยเราเป็นหลัก ส่วนสินค้าพื้นเมืองเท่าที่เห็นก็เป็นแป้งทานะคา เทียนน้ำมันซึ่งไม่มีน้ำตาเทียนหรือมีก็น้อยมาก และเสื้อผ้าพื้นเมืองสำเร็จรูปที่ชาวเชียงตุงสวมใส่อยู่ ตัดเย็บมาจากผ้าฝ้ายราคาไม่แพงนักตัวละ 60 ถึง 70 บาท เลือกซื้อกลับมาเป็นของฝากกันได้สบายๆ ก่อนเดินทางขึ้นดอยเหมย แวะเข้ามาดูสุสานเจ้าฟ้าแห่งเมืองเชียงตุง ตั้งเรียงรายกันอยู่ 8 องค์ โดยความอนุเคราะห์ของ เจ้าอู่เมิง(เมือง) ทายาทเจ้าฟ้าเมืองเชียงตุง ที่เปิดสุสานเจ้าฟ้าให้ชมพร้อม เล่าประวัติเมืองเชียงตุง และเรื่องราวของเจ้าฟ้าเมืองเชียงตุง ซึ่งในอดีตเคยปกครองด้วยระบบ เจ้าฟ้า หรือระบบกษัตริย์ แต่หลังจากรัฐฉานถูกรวมเข้าอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลพม่าก็ถึงกาลล่มสลาย ระบบเผด็จการได้ทำลายสถาบันเจ้าฟ้าไทไปจนหมดสิ้น อีกทั้งยังพยายามลบภาพความรุ่งเรืองในอดีต ด้วยการทำลายเอกลักษณ์ของชนชาติไท ไม่เว้นแม้แต่หอคำพระราชวังอันสวยงามของเจ้าฟ้าเชียงตุงก็ถูกรื้อทิ้งทุบทำลายไปท่ามกลางน้ำตาชาวเชียงตุง โดยไม่ยี่หระต่อคำทัดทานร้องขอ และบิณฑบาตจากพระเถระผู้ใหญ่ชาวไทเขินทั้งหลาย การรื้อทำลายนี้มีเหตุผลเพียงเพื่อจะใช้พื้นที่นี้สร้างโรงแรมสำหรับรองรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเข้าพัก เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจเชียงตุงให้ดีขึ้น ..เท่านั้นหรือคือเหตุผล หากแต่วันนี้ถ้าหอคำเจ้าฟ้าเมืองเชียงตุงยังคงอยู่ รายได้จากนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลกันเข้ามาเที่ยวชมจะเพิ่มมากขึ้นสักแค่ไหน ..กลับอดีตที่หวนไปแก้ไขไม่ได้
ถึงเวลาขึ้นไปชมแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ขึ้นชื่อที่สุดของเมืองเชียงตุงกันเสียที ดอยเหมย ดอยสูงกว่า 1,600 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง อากาศหนาวเย็นอยู่ตลอดทั้งปี สมกับคำว่า เหมย ที่หมายถึง น้ำค้างที่จับตัวเป็นน้ำแข็ง ดอยสูงนี้อดีตเคยเป็นที่พักตากอากาศของข้าหลวงใหญ่อังกฤษ และกองทัพอังกฤษใช้เป็นฐานปฏิบัติการ ระยะทางจากเมืองเชียงตุงถึงดอยเหมยประมาณ 34 กม. เท่านั้น หนทางไม่ไกลนักแต่ไม่ง่ายเหมือนใจคิด รถวิ่งมาบนถนนขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ ไต่ระดับความสูงชันคดโค้งตามไหล่เขา ผ่านหุบเหวตลอดแนวเทือกเขาสลับซับซ้อน ซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางโขยกเขยก หัวสั่นหัวคลอนกันไปอีกราว 2 ชั่วโมง ธรรมชาติริมทางงามบาดตานัก เห็นแล้วเป็นต้องจอดรถลงไปบันทึกภาพ และถือโอกาสออกมายืดเส้นยืดสายไปในตัวด้วย เห็นการทำนาขั้นบันไดตามไหล่เขากันไปตลอดเส้นทาง เช่นเดียวกับธารน้ำที่ไหลขนาบคู่ไปกับถนนขึ้นสู่ยอดดอย นอกจากวิวสวยๆ เรายังมีโอกาสได้เห็นโรงผลิตไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็ก ที่นำน้ำจาก ธารน้ำลัด ขึ้นไปผลิตเป็นกระแสไฟฟ้าเพื่อใช้ในเขตเมืองเชียงตุง ปริมาณกระแสไฟที่ผลิตได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการ จึงต้องเปิดปิดการจ่ายกระแสไฟฟ้าไว้เป็นเวลา วันนี้เลยได้คำตอบให้หายข้องใจไปอีกเรื่อง สงสัยอยู่เป็นนานทำไมเกสเฮ้าท์ ที่เราพักถึงต้องปิดไฟฟ้าตอนเที่ยงคืน กว่าสองชั่วโมงบนหนทางยากลำบาก ในที่สุดรถก็มาจอดนิ่งสนิทอยู่หน้าบ้านพักหลังเก่าทรงยุโรป ที่ตั้งเด่นบนยอดดอยเหมยก่อสร้างด้วยอิฐแดงทั้งหลัง มีปล่องไฟเตาผิงโผล่พ้นหลังคามุงสังกะสีขึ้นมาดูแปลกตา หลังคาสังกะสีนี้คงเกิดขึ้นภายหลังการปรับปรุงซ่อมแซม ซึ่งบ้านพักหลังนี้สร้างขึ้นในสมัยอังกฤษปกครองพม่าเพื่อใช้เป็นที่พักตากอากาศปัจจุบันร้างผู้อยู่อาศัย แต่ได้รับการดูแลตกแต่งบริเวณโดยรอบไว้อย่างสวยงาม ตัดแต่งสนามหญ้าอย่างเป็นระเบียบมองดูไม่รกร้าง ย้อนลงมาจากบ้านทรงยุโรปที่เบื้องล่างกลางหุบเขาซึ่งมีสระน้ำขนาดใหญ่อยู่ตรงกลาง สระน้ำนี้ผู้ปกครองพม่าในยุคนั้นสั่งขุดเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์ในช่วงหน้าแล้ง ช่วงกลางสระมีสะพานไม้สีลูกกวาดคดเคี้ยวสร้างข้ามผ่านสระน้ำมาสุดอีกฝั่งเพื่อใช้สำหรับเดินข้ามไป-มาไม่ต้องเดินอ้อมไกลไปตามถนนรอบๆ สระน้ำ
สถานที่สำคัญอันเป็นหัวใจของดอยเหมยที่สร้างไว้สูงเด่นบนยอดดอยสูงอีกลูกหนึ่งซึ่งอยู่ตรงข้ามกับดอยสูงที่ตั้งบ้านพักทรงยุโรป นั่นคือ วัดจัตุรัฐสุมังคลา วัดที่ต้องอาศัยกำลังศรัทธาก้าวเดินขึ้นไปตามบันไดสูงจนสุดปลายทางที่ปูชนียสถาน ของชาวพุทธจาก 4 ชนชาติ คือ ไทย พม่า ลาว จีน ได้สร้างไว้ด้วยทุนทรัพย์ตามแรงศรัทธา สถาปัตยกรรมสำคัญของวัดนี้มีพระมณฑป และพระสถูปเจดีย์ทรงพระยาธาตุศิลปะพม่าซึ่งมีชื่อเดียวกับวัด แต่ที่ดูแล้วถูกใจนักเห็นจะเป็นรูปปั้นลักษณะคล้ายทหารไทยใส่เสื้อกั๊กสีแดง หัวเราะร่าทำท่าเหมือนร่ายรำกลองยาวแต่แบกระฆังใบโตอยู่ตรงกลางคู่นี้ ศิลปะอารมณ์ดีแบบนี้ข้าพเจ้าสันนิษฐานเองว่าต้องเป็นของไทยแน่ๆ ฟังเรื่องราวประวัติความเป็นมาของวัดวัดจัตุรัฐสุมังคลา จากคำบอกเล่าของหลวงพ่อที่จำพรรษาอยู่จนเวลาเลยเที่ยงมาพอสมควร จึงกราบลาหลวงพ่อลงจากวัดมาหาอาหารเที่ยงในตลาดกลางดอยกิน เพื่อให้ได้บรรยากาศความกลมกลืนจึงอาศัยแฝงตัวเข้าไปสร้างความคุ้นเคยด้วยการนั่งร่วมวงสั่งอาหารพื้นเมืองมากินตามแบบอย่างชาวดอยเค้ากินกันอยู่ อาหารทั้งคาวหวานรสชาติถูกปากดี จะเสียบ้างก็ตรงที่มันไปหน่อยแต่ก็เหมาะสมกับดอยหนาวนี้ เราเป็นเพียงผู้มาเยือนควรยอมรับให้ได้เพื่อความสุขในการเดินทางท่องเที่ยวเรียนรู้ไปในแดนกว้าง
|
< กลับหน้าแรก | อ่านต่อหน้า 3 >
Copyright ? 2003 webmaster@photohobby.net
. All rights reserved.
Reproduction of the information contained in this web site without permission
is prohibited