| |
|
|
|
|||
| |
|
|
|
|
|
|
| |
|
|
|
|
|
|
|
|
จากดอยเหมยมาตามเส้นทางเดิมที่มีอยู่เส้นทางเดียวนี่แหละ ซึ่งตลอดทางขากลับก็ยังคงหยุดรถถ่ายภาพมาเรื่อยๆ พ้นจากดอยสูงลงสู่พื้นล่างได้ก็ยังอุตส่าห์หาเรื่องแวะเข้าไปเยี่ยมญาติพี่น้องชาวไทใหญ่ อีกหนึ่งชนชาติไทที่แสนน่ารัก ตั้งบ้านเรือนอยู่เชิงดอยระหว่างทาง การมาเยือนของเราสร้างความฉงนสนใจแก่เด็กเล็กและผู้ใหญ่ที่มองมาแล้วยิ้มเขินอายอยู่ในบ้าน คงสงสัยว่าคนไทยหน้าแปลกๆ กลุ่มนี้มาทำอะไรกัน ต่างคนทักต่างคนถามกันไปเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ทุกแววตาสดใสใบหน้ายิ้มแย้มให้การต้อนรับด้วยดี ดูน่ารักใสซื่อจริงใจ ดีจัง พ้นรั่วหมู่บ้านเดินข้ามมาอีกฝั่งถนนซึ่งเป็นบริเวณเขตวัด พ่ออุ่ยแม่อุ่ยหันมาเห็นก็ยิ้มทักและชักชวนให้เข้าโบถส์มาไหว้พระกันก่อน ก้าวผ่านเข้ามาเห็นกองผ้าป่าแบบบ้านเราตั้งอยู่สองกองสอบถามได้ความพอเข้าใจ จึงร่วมทำบุญด้วยเพื่อเป็นศิริมงคล ก้มกราบพระด้วยใจศรัทธาก่อนเดินทางกลับ พอเงยหน้ามาเจอเข้ากับคนโทน้ำซึ่งมีแก้วตั้งอยู่ข้างกันตรงหน้า 2 มองงงๆ ด้วยไม่เข้าใจว่าจะต้องทำอะไรกับคนโทน้ำคู่นี้อีก พ่ออุ่ยมองอยู่คงรู้จึงพยายามบอกเป็นภาษาไทใหญ่ (เหอะๆ) เกือบไปแล้วนึกว่ายกมาให้กรวดน้ำซะอีก แท้ที่จริงเป็นคนโทน้ำฝนเย็นชื่นใจยกมาให้คณะเราได้ดื่มแก้กระหาย เป็นลักษณะนิสัยการต้อนรับแขกไปใครมาตามแบบฉบับชนเผ่าไทที่ ใครมาถึงเรือนชานให้ต้อนรับ พบเห็นได้จากทุกบ้านเรือนจะต้องมีโอ่งดินใส่น้ำฝนไว้เต็ม ตั้งอยู่หน้าบ้านเพื่อให้ผู้สัญจรผ่านมาได้พักดื่มน้ำเย็นแก้กระหายก่อนจากไป กับเมืองเชียงตุงที่ยังพบเห็นได้ง่าย ..หากแต่บ้านเราในยุคที่คนไทยต้องซื้อน้ำดื่ม โอ่งดินหายไปพร้อมที่น้ำใจเหือดแห้ง
อำลาเมืองเชียงตุงวันสุดท้าย กับครึ่งวันที่เหลืออยู่พอให้ได้ไปเที่ยวชมและเก็บภาพวัดอีก 3 วัด ได้แก่ วัดจอมคำ และวัดเชียงยืน ซึ่งเป็นเก่าแก่ของชาวไทขึนมีหลายสิ่งหลายอย่างน่าสนใจอยู่ไม่น้อยแต่ด้วยเวลาที่จำกัดจึงไม่อาจเก็บภาพมาได้มากนัก ..ส่วนวัดพระชี้นิ้วทางการพม่าสร้างขึ้นไว้โดยมีความหมายว่าชาวเชียงตุงจะต้องอยู่ที่นี่ตลอดไปจะโยกย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่อื่นไม่ได้ ตบท้ายมาแวะตลาดหาซื้อของฝากพวกเสื้อผ้าของพื้นเมือง ..แล้วเดินทางกลับมาตามเส้นทางเดิม โชคดีระหว่างนั่งรถกลับมีโอกาสได้พูดคุยกับชาวเชียงตุงที่ครั้งหนึ่งเคยเข้ามาทำงานในเมืองไทยนานถึง 7 ปี ฟัง-พูดภาษาไทยได้อย่างคล่องแคล่วการพูดคุยแลกเปลี่ยนในมุมต่างกันจึงง่ายยิ่งขึ้น และเป็นไปอย่างสนุกสนาน มีโอกาสรับรู้มุมมองประทับใจของชาวเชียงตุงที่มีต่อประเทศไทยอย่างซาบซึ้งกับถนนลาดยางสายนี้ที่ทอดผ่านมาให้สะดวกสบายในการเดินทางจากท่าขี้เหล็กมาถึงเชียงตุง แม้บางมุมจะเจอความเลวร้ายของใครบางคนที่มุ่งเข้าแสวงหาผลประโยชน์ด้วยการล่อลวงเด็กสาวหน้าตาสะสวยมาเป็นสินค้าแร่ขายชีวิตมนุษย์เพียงเพื่อสนองความต้องการอยากได้ อยากเป็น อยากมี ของตนเอง รับฟังด้วยละอายแล้วใยเล่าชาวเชียงตุงไม่โกรธแค้นหากแต่กลับยอมรับในชะตากรรมของตนเอง ..สลดต่อการการกระทำเยี่ยงนี้นัก
มาถึงด่านชายแดนท่าขี้เหล็กเมื่อเย็นมากแล้ว ต้องเร่งผ่านกระบวนการผ่านแดนกลับเข้าเมืองไทยก่อนด่านจะปิด ..ข้ามผ่านเส้นเขตแดนมาทั้งที่ยังคงทิ้งแต่รอยอาวรณ์ไว้เบื้องหลัง หากสักวันมีโอกาสได้หวนคืนกลับมาเยือนดินแดน ..แห่งมิตรภาพไร้รอยด่างเบื้องอุษาคเนย์.. ดินแดนนี้จะไม่ลังเลที่จะกลับไปเยือนอย่างแน่นอน ทุกรอยยิ้มสดใสด้วยสายใยบริสุทธิ์ แห่งสายชนคนไท (ไต) รากเหง้าชาติพันธุ์เดียวกัน หลายหัวใจใฝ่หาหวนคืนมาสู่ดินแดนสมถะสงบเย็นไร้แรงร้อนแห่งกระแสแก่งแย่ง เฉกชนมหานครไทยสยาม ..วันนี้ การเดินทางเคลื่อนที่ของเชื้อชาติไทยนั้น อ่อนนุ่มและไหลเหมือนสายน้ำ >แทรกซึมเรื่อยไป เปลี่ยนสีตามท้องฟ้า เปลี่ยนรูปไปตามความคดเคี้ยวของฝั่ง แต่ก็รักษาไว้ซึ่งลักษณะสำคัญของชาติและภาษา ชนชาติไทได้แผ่ออกไปเหมือนผ้าผืนใหญ่มหึมา
อดีตผู้อำนวยการสำนักศึกษาของฝรั่งเศสแห่งปลายบุรพทิศ จาก สารานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่มที่ 14 คัดลอกบางข้อความจาก หนังสือ กว่าจะรู้ค่า.. คนไทในอุษาคเนย์ โดย ธีรภาพ โลหิตกุล พิมพ์ครั้งที่สอง : ตุลาคม 2544 จากข้อความนี้เมื่ออ่านแล้วรู้สึกซึ้งซึมทราบ.. เกิดกระแสญาตินิยม อยากออกเดินทางไปเยี่ยมเยือนญาติชาติชนไท ที่แทรกซึมกระจายอยู่ทั่วแคว้นแดนดินอุษาคเนย์นี้ให้ครบถ้วนจริงๆ P.Suasaming บันทึกคนเดินทาง/ภาพถ่าย |
Copyright ? 2003 webmaster@photohobby.net
. All rights reserved.
Reproduction of the information contained in this web site without permission
is prohibited