| HomE | NewS | LeArN | WebBoArD | GuestBook | LinkS | US |


        ได้ตั้งใจไว้ตั้งแต่มาทำงานที่เมืองจีนใหม่ๆ แล้วว่าจะต้องไปเที่ยวจิ่วไจ้โกวให้ได้ เพราะคำร่ำลือที่ได้ยินมาจากคนที่เคยไปมาแล้วว่าสวยนักสวยหนา เลยอยากจะไปพิสูจน์ด้วยตาตัวเองซิว่ามันสวยแค่ไหนหลังจากใช้ชีวิตในเมืองจีนมาได้เกือบสามปีก็เริ่มรู้สึกปีกกล้า ขาแข็ง พอที่จะสั่งข้าวกินได้ ถามทางได้ ไม่อดตายไม่หลงทาง ก็เริ่มปรึกษากับพี่สาวนักเที่ยวว่าช่วงวันหยุดวันชาติจีนนี้เราไปลุยจิ่วไจ้โกวกันเถอะ โดยทีแรกกะกันว่าจะไปกัน 2 คน เที่ยวจิ่วไจ้โกวกันหลายวันหน่อย แต่แล้วเรื่องเกิดไปเข้าหูทางฝ่ายญาติๆ เข้าเขาก็เลยอยากไปด้วย เอาละสิทีนี้ลำพังแค่ 2 คนยังพอไหว แต่นี่มาเป็น 10 มีทั้งเด็กทั้งผู้อาวุโสมาด้วย การจะหาที่พัก รถรา อาหารการกินนั้นหนักหนาเอาการ ที่สำคัญทุกคนพูดจีนไม่ได้เลยผมคนเดียวคงจะจัดการไม่ไหวเป็นแน่ คิดกันไปคิดกันมาก็เลยตัดสินใจเหมาซื้อทัวร์มาเที่ยวแบบทั้งกรุ๊ปมีแต่พวกเรากันเอง (ทั้งที่ไม่อยากเลยเพราะรู้ว่าต้องโดนพาไปซื้อของซึ่งทำให้เสียเวลาการเที่ยวไปมาก แต่ก็ไม่มีทางเลือก) โดยตามแพลนผมจะขึ้นเครื่องไปเจอกับพวกที่มาจากไทยที่สนามบินเฉิงตูแล้วไปด้วยกันต่อ โดยราคาทัวร์จะถูกกว่าพวกที่มาจากไทยเล็กน้อย (ไม่กี่พันบาท)
        วันเดินทางผมขึ้นเครื่องไปเฉิงตูตามปกติถึงเฉิงตูประมาณบ่ายโมงกว่า พอลงเครื่องปุ๊บก็มองหาไกด์ที่จะมารับ เอ...ทำไมมันไม่มีป้ายชื่อเราหว่า รอไปซักพักรู้สึกชักยังไงยังไงแล้ว เลยเดินไปที่ด้านสนามบินระหว่างประเทศ (สนามบินที่เฉิงตูจะแยกอาคารสนามบินในประเทศกับระหว่างประเทศเป็นสองอาคาร โดยอาคารระหว่างประเทศเป็นตึกเก่า และอาคารในประเทศเป็นตึกใหม่ซึ่งอยู่ข้างๆ กัน) พอดูไฟท์ของคณะจากเมืองไทยก็ใจหายแว๊บ....ดีเลย์ไม่มีกำหนด!!
        อิ๊บอ๋ายละซิตู เลยโทรทางไกลเข้ามือถือพี่ว่าสถานการณ์เป็นไง แล้วไกด์ข้อยหายไปไหน(ฟะ) ก็เลยได้เบอร์ไกด์มาโทรติดต่อกัน ได้ความว่าไกด์ที่นี่ไม่รู้ว่ามีคนเดินทางมาจากที่อื่นด้วยเลยไม่ได้มารับเดี๋ยวจะรีบมารับโดยด่วน (มันติดต่อกันยังไงฟะ) จากนั้นไกด์ก็มารับไปโรงแรมก่อนโดยตกลงว่ายังไงโปรแกรมวันนี้คงต้องยกเลิกรอให้คณะมากันครบก่อนค่อยเที่ยว ซึ่งผมก็ไม่มีปัญหาเพราะในเมืองเฉิงตูผมเคยมาแล้วไปเดินเที่ยวเมืองเองซักพักก็ดีเหมือนกัน ทัวร์วันแรกของผมเลยเริ่มที่โปรแกรมโต๋เต๋ไปตามใจฉัน

        เมืองเฉิงตูถือเป็นเมืองที่เจริญที่สุดและมีประชากรมากที่สุดในภาคตะวันตกของจีนเป็นเมืองหลวงของมณฑลซื่อชวน (เสฉวน) โดยพื้นที่เป็นที่ราบมีเทือกเขาสูงล้อมรอบ สภาพอากาศในหน้าร้อนจึงร้อนมากเพราะอับลม แต่ในหน้าหนาวก็จะหนาวโดยท้องฟ้าจะมีเมฆปกคลุมตลอดเกือบตลอดทั้งปี ซึ่ง (มีคนบอกว่า)เป็นสาเหตุให้สาวๆ ที่เฉิงตูผิวดี ผิวขาวกันทั้งน้าน สิ่งขึ้นชื่อในเฉิงตูคือเป็นที่อยู่ของหมีแพนด้า สัตว์หายากของโลกที่เพิ่งจะมีการส่งมอบไปเมืองไทยเมื่อเร็วๆ นี้ และอาหารเสฉวนซึ่งมีจุดเด่นที่รสชาติที่เผ็ดและชาลิ้นที่โด่งดังไปทั่วแทบทุกมณฑลในจีน ส่วนสภาพการจราจรที่นี่ก็เหมือนเมืองใหญ่ทั่วไป คือ รถติดในชั่วโมงเร่งด่วน (แต่คงยังไม่เท่ากับกทม.บ้านเรา)
        ทัวร์วันแรกของผมก็คือไปที่ถนนชุนซี (ชุนซีลู่) ที่เป็นจุดศูนย์รวมหมวย เอ๊ย!..ศูนย์กลางความบันเทิงและแฟชั่นของเมืองเฉิงตู รวมทั้งเรื่องอาหารการกินด้วย คล้ายๆ กับสยามสแควร์บ้านเรานั่นแหละ ซึ่งถนนเส้นนี้อยู่ไม่ไกลจากโรงแรมที่ผมพักมากเท่าไร (เดินพอเกือบเหนื่อย) ก็เดินเล่นชมบ้านเมือง ดูสาว แล้วก็กินไปเรื่อยๆ จนค่ำจึงกลับโรงแรม ซึ่งกว่าทางคณะจากไทยจะมาถึงโรงแรมก็ปาเข้าไปตีหนึ่ง

 

         เช้าวันถัดมาคณะก็เช็คเอาท์ออกจากโรงแรมเพื่อเริ่มเดินทางกันไปเที่ยว (ซะที) โดยเริ่มจากการไปคารวะเจ้าถิ่นคือสวนหมีแพนด้า โดยปกติหมีแพนด้าจะกินเฉพาะไผ่ชนิดหนึ่งซึ่งมีขึ้นตามธรรมชาติเฉพาะที่หุบเขามังกรหลับ (แต่จากข่าวรู้สึกว่าที่ไทยมีไผ่บางชนิดที่เจ้าหมีแพนด้าก็เจี๊ยะได้เหมือนกัน) จึงทำให้เราสามารถพบหมีแพนด้าในธรรมชาติได้แต่ที่บริเวณนี้เท่านั้น หลังจากได้ดูความน่ารักของหมีแพนด้ากันพอประมาณพวกเราก็เดินทางต่อไปที่เขื่อนตูเจียงเยี่ยน เขื่อนชลประทานเก่าแก่สองพันปีของจีน
        ก่อสร้างโดยลี่ปิงและลูกชายโดยใช้เพื่อป้องกันอุทกภัยและเป็นระบบชลประทานเพื่อนำน้ำไปใช้ในการเกษตร จากนั้นประมาณบ่ายโมงหลังจากจัดการอาหารเที่ยงแล้วก็เดินทางต่อไปตามทางขึ้นเขาที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนค่ำจึงเข้าพักที่เมืองซงพาน



        วันที่สองออกเดินทางแต่เช้าฟ้ายังไม่สางดีทิวทัศน์ข้างทางเริ่มเปลี่ยนเป็นพื้นที่บนภูเขาสูงโดยมีเส้นทางลัดเลาะไปตามไหล่เขาปีนขึ้นไปเรื่อยๆ มองเห็นยอดภูเขาหิมะหลายลูกให้เห็นเป็นไกลๆ อยู่เป็นระยะ ประมาณสายๆก็มาหยุดพักที่ทะเลสาบเต๋อซี (เต๋อซีไห่) ทะเลสาบสีเขียวมรกตที่อยู่ในหุบเขาสูงซึ่งเกิดขึ้นจากแผ่นดินไหวและได้กลืนหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านลงไปทันที พื้นที่ที่ทรุดหายลงไปกลายมาเป็นทะเลสาบอันสวยงานบนความหายนะแห่งนี้ หลังจากแวะทำธุระส่วนตัว ถ่ายรูปกับวิวทะเลสาบพร้อมซื้อเสบียงต่อเล็กน้อยแล้วก็เดินทางต่อไปเพื่อมุ่งสู่อุทยานแห่งชาติจิ่วไจ้โกว ระหว่างทางบางช่วงได้ผ่านที่ราบบนภูเขาสูงบ้านหมู่บ้านของชาวธิเบตหลายหมู่บ้าน บางช่วงก็มีหิมะที่ยังละลายไม่หมดให้ชาวคณะได้ตื่นเต้น แห่ลงไปถ่ายรูปกันสนุกสนานตามประสาประชากรเมืองร้อนที่เกิดมาเพิ่งจะเคยเห็นหิมะเป็นครั้งแรก เส้นทางในช่วงก่อนที่จะถึงจุดหมายปลายทางนี้นับว่าค่อนข้างจะอันตรายน่าหวาดเสียวมากพอสมควร ด้วยถนนที่มีความกว้างแค่ประมาณ 2 เลนและแทบไม่มีไหล่ทางที่ทอดตัวคดเคี้ยวไปมาบนหน้าผาสูงชันหักศอกแล้วหักศอกอีก ข้ามภูเขาลูกแล้วลูกเล่า ทำเอาชาวคณะบางคนที่กลัวความสูงถึงกับไม่กล้านั่งฝั่งที่ติดหน้าผาไม่กล้าดูวิวทิวทัศน์ที่สวยงามข้างทางเลยทีเดียว และแล้วการเดินทางอันแสนทรมานแสนยาวนานก็ผ่านไปเมื่อเราได้มาถึงโรงแรมที่อยู่ด้านนอกห่างจากจิ่วไจ้โกวไปประมาณ 2 กิโลเมตรเมื่อเวลาบ่ายสี่โมงครึ่ง รวมเวลาที่อยู่บนรถประมาณ 13 -14 ชั่วโมงครับท่าน...หลังทริปนี้เบื่อนั่งรถไปอีกนาน ไอ้คนที่เมารถก็เมาซะจนเลิกเมากลับมากินเอากินเอายังกะไม่ได้อยู่บนรถก็แล้วกัน



        หลังจากได้รีบนอนกันแต่หัวค่ำเพื่อเก็บแรงไว้ปีนเขาแล้วเราก็ออกกันแต่เช้าอากาศแจ่มใสแต่ค่อนข้างจะหนาว นั่งรถไปประมาณสิบนาทีก็ไปถึงประตูทางเข้าจิ่วไจ้โกว มีคนมารอเข้าชมกันบานตะไทแล้ว (เขามารอกันตั้งแต่เมื่อคืนหรือไงกันเนี่ย) จิ่วไจ้โกวอยู่ห่างจากเมืองเฉิงตูขึ้นไปทางเหนือ 470 กิโลเมตร มีระดับความสูง 2,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ในพื้นที่จิ่วไจ้โกวทั้งหมดมีหมู่บ้านของชาวธิเบต 9 หมู่บ้าน (ซึ่งเป็นที่มาของชื่อจิ่วไจ้โกว) มีทะเลสาบน้อยใหญ่ในอุทยานทั้งหมด 108 แห่ง
        แต่บริเวณที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมนั้นมีบริเวณครอบคลุมเพียงประมาณ 3 หมู่บ้านเท่านั้น นอกจากชาวพื้นเมืองที่อาศัยใน 9 หมู่บ้านแล้วห้ามบุคคลภายนอกเข้าไปพักแรมภายในบริเวณอุทยาน นั่นทำให้ทุกเช้าจะมีนักท่องเที่ยวมารอเข้าอุทยานเป็นจำนวนมากหากมากันเองก็คงจะทำเอ้อระเหยไม่ได้ ทางไกด์ของเราก็เข้าไปติดต่อเอาบัตรมาได้เรียบร้อย (หมายเหตุ ทางจิ่วไจ้โกวจะมีการกำหนดจำนวนคนที่จะเข้าไปเที่ยวในแต่ละวันไว้ หากเกินจากนั้นจะไม่ขายบัตรให้นักท่องเที่ยว)
        พอใกล้เวลาเปิดทางไกด์ก็ได้พาชาวคณะไปเข้าคิวรอขึ้นรถที่ได้ติดต่อเช่าเหมาคันเอาไว้เพื่อเที่ยวชมภายในจิ่วไจ้โกวได้โดยสะดวกและเพื่อประหยัดเวลาที่มีเพียงวันเดียวนี้ให้มากที่สุด




> อ่านต่อหน้า 2



Copyright ? 2003 webmaster@photohobby.net . All rights reserved.
Reproduction of the information contained in this web site without permission is prohibited