| |
|
|
|
|||
| |
|
|
|
|
|
|
| |
|
|
|
|
|
|
|
|
เที่ยวไป 3 อุทยานเมืองแก่นนคร
เล็งเข็มทิศมุ่งตรงไปยังอุทยานแห่งชาติภูเก้า-ภูพานคำ ที่อยู่ขึ้นไปบนสุดเขตจังหวัดขอนแก่นรอยต่อด้านจังหวัดหนองบัวลำภูเป็นแห่งแรกก่อน โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 2 ผ่านขอนแก่นขึ้นมาทางอุดรธานีอีกประมาณ 26 กม. แล้วเลี้ยวซ้ายเปลี่ยนมาใช้ทางหลวงหมายเลข 2109 วิ่งต่อไปอีก 24 กม. แยกขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 2146 อีก 6 กม. ก็ถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูเก้า-ภูพานคำ ซึ่งตั้งอยู่ด้านเทือกเขาภูพานคำ ริมทะเลสาบเหนือน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ ในเขตจังหวัดหนองบัวลำภู ด้วยทำเลที่ตั้งเชิงเขาริมอ่างเก็บน้ำตลอดแนวเขตที่ทำการอุทยานจึงมีทัศนียภาพที่งดงาม มากมายไปด้วยโขดหิน และหาดหินมีลักษณะคล้ายชายทะเล แล้วยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามไม่แพ้ที่ไหนๆ น่าเสียดายที่เรามาถึงกันในตอนเช้าเลยหมดโอกาสได้บันทึกภาพในมุมงามๆ นี้ไป ได้แต่ยืนมองรูปภาพบนบอร์ดแนะนำแหล่งท่องเที่ยวในอุทยานด้วยความเสียดาย สุดท้ายก็คาดโทษไว้ว่าวันหน้าจะมาใหม่ แหล่งท่องเที่ยวของอุทยานส่วนใหญ่จะอยู่ทางด้านเทือกเขาภูเก้าซึ่งห่างออกไปเป็นร้อยกิโล ทั้งน้ำตก เถื่อนถ้ำ และเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติที่ต้องแบกสัมภาระเข้าไปพักแรมในป่ากัน ช่วงฤดูหนาวเป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุด วันนี้เราจึงยังไม่ไปเที่ยวชมที่ไหน นอกจากมาเก็บข้อมูลอย่างที่ตั้งใจมาสำรวจเส้นทางเดินป่าตามหาดอกไม้บานบนลานหิน ในเส้นใหม่ช่วงปลายฝนต้นหนาวที่จะถึงนี้ ย้อนกลับไปเที่ยวชม เขื่อนอุบลรัตน์ ซึ่งเป็นเขื่อนอเนกประสงค์ ขนาดใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน ตัวเขื่อนเป็นหินถมแกนดินเหนียว สร้างปิดกั้นลำน้ำพองตรงช่องเขาแนวรอยต่อระหว่างเทือกเขาภูพานและภูพานคำ ซึ่งชื่อเดิมเรียกกันแบบซื่อๆ ตามลักษณะนี้ว่า เขื่อนพองหนีบ บนสันเขื่อนมีทัศนียภาพที่สวยงาม เหมาะแก่การพักผ่อนและเที่ยวชม มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครั่น มีร้านอาหารประเภทเมนูปลาน้ำจืดตัวโตๆ ให้เลือกชิมตามชอบอยู่หลายร้าน ที่ทำการอุทยานแห่งชาติน้ำพองตั้งอยู่ริมอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ บริเวณด้านหน้าที่ทำการเป็นหาดลาดเอียงสามารถลงเล่นน้ำ หรือจะอยู่รอชมพระอาทิตย์ตกก็ย่อมได้ หากจะอยู่พักแรมก็มีบ้านพัก และลานกางเต็นท์ไว้บริการ เราแวะเข้ามาหาข้อมูลเช่นเดิมซึ่งก็ไม่ผิดหวัง เจ้าหน้าที่ของอุทยานให้การต้อนรับและแนะนำเส้นทางท่องเที่ยวต่างๆ ที่มีอยู่มากมายอย่างดียิ่ง ไม่ว่าจะเป็นผาสวรรค์ ยอดเขาภูเม็ง หินก้อนทั่ง พลาญชาดหรือลานชาด คำโพน อ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ จุดชมวิวหินช้างสี ฯลฯ คำนวณเวลาที่มีอยู่น้อยนิดของเราแล้วคงจะเที่ยวชมได้ไม่มากนักเพราะต้องเดินทางต่อไปอุทยานแห่งชาติภูเวียงอีกแห่ง จุดชมวิวหินช้างสีเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดของเราในครั้งนี้ ซึ่งอยู่ขึ้นไปทางเหนือของอุทยานแห่งชาติน้ำพองบนสันเขาป่าโสกแต้ อยู่ในระดับความสูง 500 เมตรของเทือกเขาภูพานคำ ลักษณะเป็นกลุ่มก้อนหินขนาดใหญ่รูปร่างแปลกตา หินช้างสี มีที่มาจากเมื่อครั้งอดีตเคยมีช้างป่าเอาลำตัวสีเข้ากับหินก้อนใหญ่แล้วทิ้งรอยดินติดไว้ให้เห็น ด้านบนจุดชมวิวหินช้างสีเมื่อปีนขึ้นไปจะมีหินก้อนใหญ่รูปร่างคล้ายหัวกระโหลกตั้งเด่นอยู่ก้อนเดียวกลางลานหินกว้าง จุดชมวิวนี้สามารถชมทัศนียภาพในมุมสูงได้รอบ 360 องศา โดยเฉพาะทางด้านอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์มองเห็นกว้างไกลออกไปสุดสายตาทีเดียว ลงจากจุดชมวิวมาสะดุดตาเข้ากับป้าย น้ำขังในโพรง จึงเดินตามทางมาดูให้หายสงสัยพบว่าภายใต้ผาหินก้อนมหึมามีโพรงถ้ำพอมุดตัวเข้าไปได้เห็นเป็นแอ่งน้ำขังกว้างใหญ่พอสมควรอยู่ด้านใน จากจุดชมวิวหินช้างสีขับรถเลาะเรียบอ่างเก็บน้ำเรื่อยมาโดยไม่ต้องย้อนกลับทางเดิม จนทะลุออกมาเจอทางหลวงหมายเลข 12 ให้วิ่งตรงมาทางชุมแพ ผ่าน อ.บ้านฝาง อ.หนองเรือ จนถึง อ.ภูเวียง เลี้ยวขวาเปลี่ยนมาใช้ทางหลวงหมายเลข 2038 อีกประมาณ 38 กม. เป็นอันถึงอุทยานแห่งชาติภูเวียงถิ่นไดโนเสาร์ไทรันโนเซอร์ปลายทางที่พักแรมของเราในคืนนี้ มาถึงอุทยานก็เย็นโขอยู่จึงต้องเร่งจัดการกางเต็นท์และปรุงอาหารการกินให้เรียบร้อยก่อนมืด ส่วนเรื่องเที่ยวชมรอไว้วันรุ่งขึ้นค่อยว่ากัน การมาตั้งแค้มป์ในช่วงหน้าฝนอย่างนี้ดีเยี่ยมไปเลย เพราะไม่ต้องเบียดเสียดแย่งชิงที่กางเต็นท์กับใคร คืนนี้จึงมีเพียงเรากลุ่มเดียวมานอนเวรเฝ้าอุทยานอยู่ ..ช่างสุขจริงจริ๊ง
หลุมขุดค้นที่ 1 ภูประตูตีหมา เป็นแหล่งพบซากไดโนเสาร์ครั้งแรกของประเทศไทย ซากกระดูกที่พบมีขนาดใหญ่เป็นไดโนเสาร์กินพืชเป็นอาหาร ( Sauropod ) สกุลและชนิดใหม่ของโลก หลุมขุดค้นที่ 2 ถ้ำเจีย ขุดพบเมื่อปี 2536 เป็นไดโนเสาร์กินพืชเป็นอาหารเช่นกัน หลุมขุดค้นที่ 3 ห้วยประตูตีหมา ขุดค้นพบเมื่อปี 2536 เป็นกระดูกไดโนเสาร์กินพืชขนาดใหญ่ ฝังตัวอยู่ในหินทรายหมวดหินเสาขั่ว หลุมขุดค้นที่ 9 หินลาดยาว ขุดค้นพบเมื่อปี 2536 เป็นกระดูกไดโนเสาร์กินเนื้อ อายุประมาณยุคครีเทเชียสตอนต้น ลักษณะกระดูกบ่งบอกว่าเป็นบรรพบุรุษของ Tyrannosaurus rex หรือ ทีเร็กซ์ จัดเป็นสกุลและชนิดใหม่ของโลก มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Siamotyrannus isanensis หรือ ไทรันสยาม หลุมขุดค้นที่ 1, 2 และ 3 เป็นชนิดพันธุ์เดียวกัน เส้นทางเดินเท้าเริ่มต้นจากที่ทำการอุทยานมาผ่านราวป่าร่มครึ้มในช่วงหน้าฝนมาถึงหลุมขุดค้นที่ 3 ห้วยประตูตีหมาเป็นจุดแรกก่อน แล้วต่อด้วยทางเดินขึ้นเขาซึ่งบางช่วงที่เป็นทางชันอุทยานจะสร้างบันไดทางเดินไว้ให้ มีป้ายสื่อความหมายบอกทางไว้อย่างชัดเจน ในช่วงหน้าฝนอย่างนี้ธรรมชาติป่าเขาช่างงดงามนัก มากมายไปด้วยพันธุ์ไม้ และแมลงน้อยน่ารักหลากหลาย ให้เก็บบันทึกภาพกันอย่างจุใจสนุกมือไปเลย การเดินป่าหน้าฝนแบบนี้สิ่งที่ขาดไม่ได้เห็นเป็นต้องยกให้ยุงแมลงร้ายคู่ป่าหน้าฝนที่ชุกชุมเอามากๆ กัดได้ทั้งเจ็บทั้งคันมัวแต่เกายิกๆ จนแทบไม่เป็นอันได้ถ่ายภาพกันเลย อู๊ย..เชื่อแล้วทำไมโบราณถึงบอก ยุงร้ายกว่าเสือ
ขึ้นถึงจุดชมวิวบนยอดเขาสูงที่มีศาลาชมวิวตั้งเด่นอยู่ มองไปเบื้องหน้าสุดสายตาเป็นแนวเทือกเขาที่ปกคลุมไปด้วยป่าไม้น้อยใหญ่เขียวชะอุ่มดูสดชื่นสบายตาดีจัง ..พักรับลมเย็นๆ ให้หายเหนื่อยแล้วเดินต่อมาไม่อีกนานก็ถึงหลุมขุดค้นที่ 1 ภูประตูตีหมา จากหลุมขุดค้นที่ 1 ประมาณ 500 เมตร จะพบสุสานหอยอายุกว่า 130 ร้อยล้านปี และใกล้ๆ กันเดินไปอีกไม่กี่สิบเมตรจะเป็นหลุมขุดค้นที่ 2 ถ้ำเจีย แล้วไปสุดเส้นทางยังหลุมขุดค้นที่ 9 วนรอบมาจรดที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวพอดี
บริเวณสุสานหอยมีทางแยกขวาตัดเข้าเส้นทางธรรมชาติที่รกครึ้มแต่ยังพอมองเห็น เส้นทางนี้วนออกมาโผล่ลานจอดรถใกล้ที่ทำการอุทยานพอดี เปลี่ยนมาใช้เส้นทางนี้ตามข้อมูลที่เจ้าหน้าที่อุทยานแนะนำไว้ว่าเราจะสามารถพบเจอผีเสื้อได้มากกว่าเดินต่อไปยังหลุมขุดค้นที่ 9 ทุกหนทางที่ย่นสั้นลงมาที่ไหนที่นั้นไม่เคยเจอะเจอทางเดินสบายๆ กันเลยสักครั้ง ในครั้งนี้ก็เช่นเคยบางช่วงชันดิกดิ่งลงมาจนสุดทางลง แต่ไม่สุดทางเดินหลอกนะยังต้องเดินกันต่อไป ต่อไปแค่ไหนก็แค่เท่าที่ดิ่งลงมานั้นแหละ (เหอะ เหอะ) ตลอดทางมีอะไรแปลกหูแปลกตาให้ดูมากมาย คงมีความสุขมากกว่านี้ถ้าไม่มีเจ้ายุงน้อยแมลงร้ายแห่งผืนป่าหน้าฝนมาเฝ้าวนเวียนลุมกัดพัลวันอยู่ตลอดเวลาอย่างนี้ เอ้อ..คัน คันหลายเด้อ
พ้นแนวป่ารกทึบวนรอบออกมาถึงลานจอดรถได้อย่างโล่งใจ สิ้นสุดการผจญภัยกับฝูงบินยุงหมื่นล้านตัวออกมาได้อย่างปลอดภัย ทิ้งไว้แต่ร่องรอยผื่นแดงเป็นตุ่มใหญ่ๆ ตามตัว ให้ได้ระลึกถึงทุกครั้งที่ต้องเกาเพราะความคันไปอีกหลายวันเชียว ..ขึ้นรถเดินทางกลับมาพร้อมสายฝนเย็นฉ่ำก็เทกระหน่ำลงมาอย่างหนัก เสมือนเป็นใจให้การเดินทางแบกกล้องท่องเที่ยวทริปนี้จบสิ้นไปอย่างสบายอารมณ์เสียก่อน ..
แล้วหยาดฝนจึงโปรยปรายลงมายังความอุดมแก่พื้นดินได้พลิกฟื้นคืนชีวิตแห่งผืนป่ากลับมาอีกครา ขอบคุณประเทศไทย บันทึกคนเดินทาง/ภาพ P.Suasaming
|
Copyright ? 2003 webmaster@photohobby.net
. All rights reserved.
Reproduction of the information contained in this web site without permission
is prohibited