ถ้าถามว่า "รู้จักหมู่เกาะสิมิลันไหม" เชื่อว่าคงมีน้อยคนที่ไม่รู้จัก แต่ถ้าคุณยังไม่รู้จักเพชรเม็ดงามแห่งฝั่งทะเลอันดามัน ก็ไม่ต้องทำน้อยใจ ผมจะอธิบายพอสังเขปให้คนที่ไม่เคยรู้จักหรือไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับหมู่เกาะนี้มาก่อนเลย

หมู่เกาะสิมิลันเป็นอุทยานแห่งชาติที่อยู่ในเขตจังหวัดพังงา เขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลันประกอบไปด้วย เกาะทั้งหมดเก้าเกาะ นักท่องเที่ยวสามารถพักค้างแรมได้ที่เกาะสี่และเกาะแปดอันเป็นที่ตั้งของเขตอุทยาน อุทยานแห่งชาติสิมิลันจะมีรูปหินเรือใบเป็นสัญลักษณ์อยู่ที่เกาะแปด หรือเรียกกันว่าเกาะสิมิลัน เป็นรูปที่บริษัททัวร์ทั้งหลายชอบใช้มาทำรูปประกอบโฆษณาตามหนังสือท่องเที่ยว

เอาละผมพออธิบายพอสังเขปได้ประมาณนี้ ถ้าคุณอยากรู้ถึงขนาดว่าอุทยานแห่งนี้มีพื้นที่เท่าไหร่ ถูกประกาศเป็นเขตอุทยานตั้งแต่เมื่อไหร่ ก็ลองหาดูตามเว็บไซต์ท่องเที่ยวดูละกัน ผมบอกตรงๆ ว่าผมไม่รู้

 

โดยส่วนตัวผมเองก็ได้ยินคำร่ำลือถึงความสวยงามของหมู่เกาะสิมิลันมานานพอสมควร   ถึงผมจะเป็นคนที่ชอบเที่ยวทะเลแต่ก็ไม่มีโอกาสได้ไปสัมผัสท้องทะเลสวยฝั่งอันดามันสักที

เพราะบางครั้งอยากจะไปก็ติดตรงที่ต้องทำงาน พอถึงเวลาหยุดงานกว่าจะมีเวลาไปได้ก็ไม่มีงบเอาซะดื้อๆ เวลาไม่มีกับงบไม่มี เป็นกงกรรมกงเกวียนที่วนเวียนมาทำให้ผมแห้วอยู่หลายครั้ง

แต่ในที่สุดผมก็ได้ไปเที่ยวทะเลฝั่งอันดามันจนได้ เพราะอยู่ดีๆ ก็มีญาติจากเมืองนอกมาเยี่ยม เค้าบ่นอยากเที่ยวทะเลสวย ผมเลยสบโอกาสจับหมู่เกาะสิมิลันเข้าโปรแกรมซะเลย เรามาดูโฉมหน้าของลูกทัวร์ของผมกันก่อนดีกว่า ทริป นี้ประกอบไปด้วย น้องเคนนี่ น้องเจนนี่ ป้าเกรซที่มาไกลจากนิวซีแลนด์ติดสอยห้อยตามด้วย เพื่อนผมอีกสองคนที่โดนหลอกมาคือนายน้อยกับน้องมุ่ย ภาพนี้ขาดผมไปคนนะครับ





ทริปนี้เราเดินทางทั้งหมดหกชีวิตโดยเช่ารถตู้พร้อมคนขับ เพื่อให้พวกเราได้นอนสบายๆ ไปถึงท่าเรือคระบุรีที่จังหวัดพังงา ออกเดินทางตั้งแต่หนึ่งทุ่ม เริ่มหลับกันตั้งแต่สามทุ่ม มาตื่นรู้สึกตัวอีกทีก็ ใกล้ถึงท่าเรือคระบุรีตอนประมาณหกโมงเช้าแล้ว ผมได้แต่ใจจดใจจ่อรอเวลาที่เรือเร็วจะออกตอนประมาณเจ็ดโมงครึ่ง เพราะหมู่เกาะสิมิลันในฝันของผมนั้นอยู่ไม่ไกลอีกแค่ชั่วโมงครึ่งเท่านั้นเอง

นับจากนี้ไปผมคงไม่ได้นั่งพิมพ์ให้คุณอ่านว่าผมไปทำอะไรที่เกาะสิมิลันมาบ้าง เพราะคงมีคนเขียนทำนองแบบนั้นมาเยอะแล้ว ครั้งนี้ผมอยากจะพูดถึงการเที่ยวหมู่เกาะสิมิลันที่แปลกออกไป เป็นการพูดถึงความรู้สึกนึกคิดที่หมู่เกาะสิมิลันทำให้ผมฉุกคิดอะไรแปลกๆ ขึ้นมาได้

หลังจากนั่งจับเจ่าอยู่ในเรือเร็วมาประมาณชั่วโมงครึ่ง ผมก็เดินทางมาถึงเกาะแปดหรือที่เค้าเรียกกันว่า "เกาะสิมิลัน" เรือเร็วลำโตพาพวกผมวิ่งอ้อมแหลมหินเรือใบเข้ามาจอด เพื่อที่จะถ่ายคนและสิ่งของลงจากเรือไปยังเรือหางยาวสภาพเก่าๆ ของอุทยาน การกระโดดข้ามจากเรือเร็วลำโตที่มีเครื่องยนต์ขนาดสามร้อยแรงม้าสองเครื่องติดอยู่ด้านท้าย มายังเรือหางยาวเก่าของทางอุทยานก็คล้ายกับการกระโดดข้ามระหว่างโลกเก่าและโลกใหม่ คำกล่าวสวัสดีจากคนขับเรือและเจ้าหน้าที่อุทยานบนเรือทำให้ผมรู้สึกได้ถึงความเป็นมิตรที่สังคมเมืองไม่ค่อยมี

ผมบอกได้เลยว่าตอนนั่งอยู่บนเรือเก่าลำนี้ที่ดูเหมือนจะล่มมิล่มแหล่ตอนฝ่าคลื่นเข้าหาชายหาดของเกาะสิมิลัน ไม่เหมือนกับการนั่งคุ้ดคู้อยู่ในเรือเร็วที่แม้แต่คนขับก็ไม่รู้จักทักทาย เมื่อผมหันมองไปยังเพื่อนรวมทางกลุ่มอื่น ในขณะที่เรือกำลังโต้คลื่นเข้าสู่ฝั่งผมก็เริ่มเข้าใจว่าหมู่เกาะสิมิลันนั้น คงมีอะไรมากกว่าแค่น้ำทะเลที่ใสเหมือนกระจกกับท้องฟ้าสีคราม





การได้สัมผัสกับความงามของหมู่เกาะสิมิลันตั้งแต่กระโดดลงจากเรือสู่ชายหาดของเกาะแปด ทำให้รู้สึกว่าผมได้อยู่ในโลกอีกใบหนึ่งบนชายหาดมีผู้คนมากมายหลายเชื้อชาตินั่งพักผ่อนอย่างสบายอารมณ์ มาครั้งนี้ผมกะว่าผมจะหลีกหนีสังคมเมืองมาพักตัวรักษาสภาพจิตใจในสวรรค์แห่งท้องทะเลแห่งนี้ เหมือนดังหัวข้อที่ผมตั้งไว้ว่า "Self Detoxification"

เราน่าจะรู้กันอยู่ว่าในสังคมของโลกใหม่ที่มีแต่ตึกระฟ้า กับรถราเต็มถนนนั้น เต็มไปด้วยสารพิษและมลภาวะทั้งทางกายและทางใจ แต่จะมีใครสังเกตบ้างว่า มลภาวะทางจิตใจนั้นเป็นอะไรที่เครื่องวัดไม่สามารถตรวจจับได้

หลายคนคงยังไม่รู้สึกว่าจิตใจของแต่ละคนกำลังเสื่อมถอยจากมลพิษทางสังคมที่ค่อยๆ กัดกินจากภายใน มลพิษที่มองไม่เห็นนี้เป็นภัยมืดที่แทรกซึมมาในสังคมยุดใหม่ และมักปนเปื้อนมา กับสื่อต่างๆ มากมายหลายทาง สังคมยุคใหม่มักคอยผลักดันให้เราลืมความเป็นตัวของตัวเอง จากคนที่เคยเป็นคนจนกลายเป็นคนที่กลายพันธ์เป็น "Social Pets"




ชีวิตในทุกๆ วันนี้ก็เหมือนถูกผลักดันทางอ้อมโดยกระแสของความเป็นไปของสังคมกลุ่มใหญ่ ถึงแม้อิสระในความคิดจะเปิดกว้างแต่ก็ถูกสภาพวัฒนธรรมของสังคมบีบบังคับให้มุ่งไปในแนวทางเดียวกัน เพราะถ้าคุณไม่ตาม คุณก็ไม่ใช่ ถ้าคุณไม่มี คุณก็ไม่ได้รับการยอมรับ บางครั้งถ้าแหกคอกมากไปก็โดนด่าหาว่าเป็นบ้า ลองคิดกันดูละกันว่ายุคนี้กับยุคก่อนนั้นมันแตกต่างกันอย่างไร ผมจำได้ว่าผมไม่ต้องการโทรศัพท์มือถือที่จะไม่ทำให้ผมรู้สึกว่าผมขาดการติดต่อสื่อสาร ผมไม่ต้องการเสื้อผ้าราคาแพงเพื่อให้ผมเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป แต่พอโตขึ้นก็ต้องเข้าสู่สังคมเมืองของโลกใหม่ ผมรับรู้กับโลกใบใหญ่มากขึ้น สุดท้ายก็ทนเบียดเสียดกับสภาพความเป็นไปของสังคมไม่ไหวก็ต้องเป็นไปกับเค้าด้วย

สุดท้ายก็ต้องขวนขวายให้ได้มาเพื่อการยอมรับของกลุ่ม ของสังคมโลกใบใหญ่ แต่เมื่ออยู่ที่นี่ได้นั่งตูดเปียกบนชายหาดสีขาวนวลแล้วปล่อยให้คลื่นน้ำซัดมาโดนเท้าที่เปลือยเปล่า ทำให้ผมตัดสินใจที่จะหยุดตามโลกยุคใหม่ที่กำลังหมุนไปผมขอเวลาสุขใจกับธรรมชาติที่ผมกำลังสัมผัส ซึ่งมันถ่ายทอดผ่านระบบดิจิตอลไม่ได้เสียด้วยสิ





การได้นั่งดูพระอาทิตย์ตกที่จุดชมวิวของเกาะเมียงหรือที่ปกติเราจะเรียกกันว่าเกาะสี่ให้ผมนึกได้ว่าการรอดูพระอาทิตย์ขึ้น หรือตกนั้นมันไม่ได้ยากเย็นแสนเข็นอะไรมากมายและไม่จำเป็นต้องมาไกลถึงหมู่เกาะสิมิลัน เพียงเพราะทุกๆ วันนี้ก่อนพระอาทิตย์ขึ้นคนก็มักจะยังตื่นไม่ไหว

ตอนพระอาทิตย์ตกหลายๆ คนก็ยังต้องนั่งทำงานงกๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งรายได้ที่จะนำมาจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวัน รายได้ที่ได้มาก็ต้องแบ่งปันไปแลกเอาของใช้ของกินที่จำเป็น และที่ไม่จำเป็นอีกหลายอย่าง บ้างก็ซื้อไว้เพื่อความสุขส่วนตัว บ้างก็ซื้อไว้เพื่อความสุขส่วนรวม สุดแล้วแต่จะมีปัญญาหามาจับจ่ายใช้สอย บางครั้งของบางอย่างก็ขายกันเกินราคาค่างวด

ทำให้เหมือนเป็นการบีบบังคับทางอ้อมให้หารายได้เพิ่มเพียงเพื่อแลกมาซึ่งความสุขที่มากกว่าเดิม คำว่า "เงินซื้อความสุขไม่ได้" ผมว่าสมัยนี้คงต้องเปลี่ยนไปแล้วละครับ



ดังนั้นถ้าว่างๆ ก็ลองหันมามองตัวเองบ้าง คุณอาจจะมองเห็นตัวเองคนเก่าที่ถูกทิ้งให้ฝุ่นจับอยู่ในซอกลึกของจิตใจของตัวเอง แล้วบางครั้งการมองย้อนกลับไปหาตัวเองจะทำให้คุณได้เปรียบเทียบระหว่างสิ่งเก็บทิ้งไว้กับสิ่งที่มีอยู่ และสิ่งนี้อาจจะทำให้คุณสามารถมองเห็นทิศทางของจิตใจที่กำลังเสื่อมถอยลงไปตามสภาพแวดล้อม

ถ้าเอาใจบริสุทธิ์กลับขึ้นมาปัดฝุ่น แล้วลองหาสิ่งต่างๆ ที่เป็นความต้องการจากใจของตัวเอง คุณจะได้ไม่ลืมว่าก่อนนั้นเราเคยเป็นใคร บางทีสถานที่ห่างไกลจากแสงไฟนีออน ทีวี ตู้เย็น และควันรถก็ช่วยให้ฟื้นฟูจิตใจคนเราได้มากโข การได้ทำในสิ่งที่อยากทำ หรือแม้แต่ได้นอนโดยไม่ต้องมีเรื่องราวน่าปวดหัวมารบเร้ากวนบาทา

เรื่องง่ายๆ แบบนี้คุณก็ทำได้โดยแค่ค้นหาสิ่งใหม่ๆ เข้ามาเติมเต็มให้กับชีวิตที่ขาดหายไปกับไฟเบรคบนท้องถนน ยามรถติดที่แสนจะรบกวนสายตาด้วยการล่องเรื่อไปชมโลกใต้น้ำที่น่าตื่นตาตื่นใจของเกาะสิมิลันตามเกาะต่าง ๆ



ตัวผมเองก็มีปัญหากับพิษร้ายจากมลภาวะทางสังคม จนบางครั้งก็เกือบจะลืมไปไว้ตัวเราเองนั้นเคยเป็นอย่างไร

แต่ผมยังโชคดีที่มีโอกาสค้นหาจิตใจดวงเก่าและนำกลับมาขัดเกลาให้ฟื้นคืน ด้วยการปล่อยตัวปล่อยใจไปกับธรรมชาติตามความสวยงามของสิ่งที่ผมได้พบเจอ เพียงเวลาแค่สามวันสองคืนที่ได้ใช้ชีวิตอิสระตามใจนึกฝัน ได้เดินเท้าเปล่าบนทรายนุ่มๆ สีขาว ได้มองคนมีความสุขกับการเล่นน้ำอยู่ตามริมชายหาดบวกกับอากาศที่แสนจะสดชื่น ที่ช่วยพัดพาเอาสิ่งสกปรกออกไปจนสภาพจิตใจโทรมๆ กลับมาฟื้นคืนชีวิตใหม่

แล้วคุณละจะรีรออยู่ทำไม พอถึงตอนนั้นที่คุณได้สัมผัสเหมือนกับสิ่งที่ผมได้สัมผัส คุณจะรู้สึกได้ว่าคุณนั้นเข้มแข็งขึ้น เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น เพราะคุณมีจิตใจที่สดใสเป็นเครื่องกรองสารพิษอันใหม่



 


ใจจริงแล้วผมอยากให้ทุกๆ คนได้ยิ้มและหัวเราะอย่างมีความสุขจากใจของตัวเอง ผมเชื่อว่ารอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากความสุขในช่วงสั้นๆ ที่แต่ละคนได้มีรวมกันที่เกาะสิมิลันนั้น ดูควรค่าแก่การจดจำ ความสุขที่ได้ใช้เวลาร่วมกันโดยไม่มีสื่อของสังคมยุคใหม่มาขวางกั้น ช่วยสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่บริสุทธิ์มากกว่าการนั่งดูวีซีดีตลกแผ่นละ 50 บาทที่ขายกันเต็มถนนเป็นไหนๆ

 

 

 

ถ้าคุณมีเวลาว่างและมีทุนทรัพย์เหลือพอกินพอใช้ ก็ลองเจียดออกมาใช้เพื่อเติมความสุขให้กับชีวิตบ้าง ผมไม่ได้บังคับว่าจะต้องเป็นที่เกาะสิมิลันหรือที่ไหน ขอเป็นเพียงที่ๆ คุณไปแล้วรู้สึกผ่อนคลายและสบายใจ ก็น่าจะดีสำหรับตัวคุณเองแล้ว

ผมยังเชื่อว่ามันเป็นการลงทุนที่แสนคุ้มในการที่จะออกเที่ยวและปล่อยตัวเองให้สนุกสุดสวิงไปกับธรรมชาติ พร้อมกับค้นหาตนเองไปด้วยในตัว เชื่อผมสิ ผมรับรองว่าคุ้มกว่าที่คุณไปซื้อน้ำซุปไก่ราคาแพง ที่กินแล้วไม่ค่อยได้ประโยชน์กับคุณสักเท่าไหร่อย่างแน่นอน

ผมขอทิ้งท้ายสักนิดว่า "Do you remember who you used to be?"

 

 



Copyright ? 2003 webmaster@photohobby.net . All rights reserved.
Reproduction of the information contained in this web site without permission is prohibited