| |
|
|
|
|||
| |
|
|
|
|
|
|
| |
|
|
|
|
|
|
|
|
เวียงกุมกาม : พัฒนาการทางประวัติศาสตร์และโบราณสถาน
ภายหลังจากที่พญามังราย ปฐมกษัตริย์แห่งแคว้นล้านนา ผู้สืบเชื้อสายมา จากราชวงศ์ ลวจักราช แห่งแว้นหิรัญเงินยาง (แอ่งที่ราบเชียงราย-เชียงแสน) สามารถแผ่ขยายขอบเขตดินแดนลงมายึดครองเมืองหรภุญไชยได้ปีพ.ศ. 1824 แล้ว ก่อนที่จะได้ก่อตั้งสถาปนาเมืองเชียงใหม่ให้เป็นศูนย์กลางราชธานีของแคว้นล้านนานั้น ในระหว่างพ.ศ. 1829-1838 พระองค์ทรงประทับอยู่ที่เวียงกุมกาม โดยโปรดให้ขุดคูเวียงทั้งสี่ด้านสร้างวัดกู่คำ สะพานกุมกาม และพบหลักฐานการก่อสร้างวัดอีกหลายแห่ง ระหว่างนี้ ได้ยกทัพไปตีเมืองหงสาวดี และอังวะในเขตประเทศเมียนมาร์ ที่ได้รับพระราชทานพระธิดา และช่างฝีมือหลายหมู่เหล่าโดยโปรดให้ไปอยู่ในเมืองต่างๆ พร้อมกับการอุปถัมภ์ค้ำชูพระพุทธศาสนา เพื่อความร่มเย็นเป็นสุขของอาณาประชาราษฎร์ และการติดต่อค้าขายกับดินแดนใกล้เคียง ออกกฎหมายแบบจารีตที่เรียกว่า มังรายศาสตร์ เพื่อปกครองไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินแย่งเสมอภาคเท่าเทียมตามสถานภาพของบุคคล ผู้คนพลเมืองประกอบสัมมาอาชีพและทำบุญสุนทาน เฉพาะอย่างยิ่งการทำเกษตรกรรมทดน้ำแบบเหมืองฝาย และสร้างสรรค์งานการก่อสร้างที่เป็นวัดในพุทธศาสนา จำนวนกว่า 25 แห่ง เหล่านี้ย่อมเป็นส่วนหนึ่ง ที่เสดงถึงความมั่งคั่งสมบูรณ์ของเวียงกุมการในอดีตได้เป็นอย่างดี จนเมื่อ พ.ศ. 1839 พญามังรายได้ย้ายไปก่อตั้งสถาปนาเมืองชียงใหม่ และใช้เป็นศูนย์กลายงของแคว้นล้านนาต่อมานั้น เวียงกุมกามในระยะสมัยล้านนานี้ ก็ปรากฏ ความเป็นเมืองบริวารสำคัญ ที่ตั้งอยู่ในเขตตอนใต้ใกล้เคียงกับเมืองเชียใหม่เสมอมา คราวหนึ่งเมื่อ พญามังรายประชวร ก็ได้เสด็จมาประทับอยู่ที่เวียงกุมกามนี้อีกระยะหนึ่ง เช่นเดียวกับกรณีท้าวยี่กุมกามและตำแหน่งหมื่นกุมกาม รวมถึงได้ปรากฏหลักฐานจากรูปแบบศิลปสถาปัตยกรรมของวัดต่าง ในระยะหลังโดยเฉพาะ ในสมัยรัชการของพญาติโลกราช (พ.ศ.1985-2031)และพระเมืองแก้ว(พ.ศ.2039-2068) เหล่านี้ล้วนแสดงถึงความเป็นชุมชนหรือเมือง ที่ไม่ได้ร้างผู้คนเรื่อยมาตลอดสมัยประวัติศาสตร์ของล้านนา จนกระทั่งเมื่อสายน้ำแม่ปิงได้เปลี่ยนเส้นทางการไหล จากที่เคยผ่านแนวด้านเหนือของเวียงกุมกามมาเป็นแนวด้านตะวันตกในปัจจุบัน ซึ่งจากการขุดตรวจและวิเคราะห์นักธรณีวิทยา ได้ประมาณยุคสมัยกันว่าอยู่ในราวกลางพุทธศตวรรษที่ 22 ในระยะที่พม่าปกครองเมืองเชียงใหม่ โดยระยะก่อนหน้านั้น ก็ได้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในเขตเวียงกุมกามแล้วหลายระลอก ทำให้ตั้งแต่ระยะนี้เป็นต้นมาชุมชนเขตเวียงกุมกามค่อยๆ เริ่มร้างลงไป วัดวาอารามต่างๆ ถูกทิ้งร้างมีตะกอนและดินทับถมในระดับเฉลี่ย 1-2 เมตร และปรากฏหลักฐานชื่อชุมชนในเขตนี้ในระยะสมัยกรุงธนบุรีว่า ท่างังตาล อันหมายถึงชุมชนที่ตั้งบ้านเรือน และทำมาหากันในเขตฝั่งตะวันออกใกล้กับแม่น้ำปิง ขณะเดียวกันพื้นที่เขตเวียงกุมกามเดิมใช้เป็นพื้นที่เกษตร ทำไร่ ทำนา ปลูกพืชผัก ผลไม้ต่างๆ โยเฉพาะสวนลำไย และเริ่มมีบ้านเรือนขยายตัวออกไปอยู่อาศัยกันภายหลังตังแต่คราวที่พระเจ้ากาวะใช้นโยบาย เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง เรื่อยมา ปัจจุบันเวียงกุมกาม ได้กลายสภาพเป็นชุมชนในระดับตำบลที่ผู้คนชาวบ้านอาศัยอยู่ในบ้านเรือนแบบท้องถิ่นนิยม และคนที่ย้ายมาใหม่อาศัยอยู่ในบ้านจัดสรร แวดล้อมด้วยที่นาและสวนลำไย ที่มีโบราณสถานวัดร้างกระจัดกระจายตัวอยู่ทั่วไป ทั้งในเขตโฉนดที่ดินของราษฎรบริเวณบ้าน เรือกสวนและไร่นา เฉพาะบางแห่งเป็นส่วนน้อยที่ได้ประกาศขั้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ แต่ส่วนใหญ่ยังคงถูกขุดทำลายหากรุพระเครื่องและพระพิมพ์ต่างๆ แม้ว่า ทางราบการจะได้จัดสรรงบประมาณมาดำเนินการขุดต่างบูรณะวัดร้างเหล่านี้กันอยู่เสมอๆ แต่ไม่ได้วางแผนเตรียมการทางด้านชุมชนและจัดสภาพแวดล้อมอย่างดี โดยเอื้อประโยชน์ทั้งการศึกษาด้านโบราณคดี-ประวัติศาสตร์ และคุณภาพชีวิต-เศรษฐกิจของคนในชุมชน รวมถึงระบบงานการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมทางด้านโบราณสาน ที่มีความน่าสนใจทางด้านพัฒนาการของการตั้งถิ่นฐานทางประวัติศาสตร์และศิลปะสถาปัตยกรรมต่างๆ เฉพาะอย่างยิ่ง ควรเร่งการจัดการปรับปรุงแก้ไข สภาพภูมิทัศน์ของเมือง การจัดทำป้ายบอกทาง เส้นทางเข้าชมโบราณสถาน สิ่งอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว เช่นที่จอดรถ ม้านั่ง ถังขยะ พนักงานนำชม ป้ายประวัติ ฯลฯ เป็นต้น ประการสำคัญควรทำความเข้าในกับชุมชนในพื้นที่ ด้านการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์โบราณสถาน และพัฒนาภูมิทัศน์แวดล้อมที่เกิดขึ้นกับโดยรอบโบราณสถาน อีกทั้งการควบคุมสิ่งก่อสร้างในเขตโบราณสถาน และเขตชุมชนใกล้เคียงกันอย่างได้ผลดี เพื่อคงหลักฐานทางโบราณคดี ในพื้นที่ให้อยู่เป็นความภูมิใจของท้องถิ่น และของประเทศชาติสืบไป. เวียงกุมกามระยะสมัยก่อนรัฐล้านนา
ล้านนา ปรากฏในหลักฐานจารึกและตำนานในระยะประวัติศาสตร์ในพื้นที่หลายแห่ง อันหมายถึงดินแดนที่มีพื้นที่นาจำนวนมาก จากระบบการปกครองในท้องถิ่นที่เป็นชุมชนขนาดเล็กแบบพันนา โดยมีนาเป็นหน่วยการผลิต (Mode of production) หลายๆ พันนา เป็นเมือง หลายๆ เมืองเป็นรัฐหรือแคว้น เปรียบเทียบได้กับ ล้านช้าง หรือ ศรีสัตนาคนหุต ในเขตประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ที่พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าในเขตที่สูงที่มีช้างจำนวนมาก แต่ระยะหลังที่มานิยมเรียกกันว่า ลานนา ซึ่งคำว่า ลาน มีความหมายเป็นต้นไม้ชนิดหนึ่ง ใบไม้นำมาตากแห้งและใช้จารตัวอักษรเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ประเภทหนึ่ง ไม่ได้มีความหมายถึงหน่วยนับคือ ล้าน อันเป็นพื้นที่ปกครองขนาดใหญ่ จากการรวมเอาหลายๆ พันนาดังกล่าว การที่จารึกหรือเอกสารบางแห่งเขียนว่า ลานนา ก็เพราะไม่ได้เน้นเรื่องการใช้วรรณยุกต์ไม้โทโดยละไว้ในฐานที่รู้กันและมีความหมายเป็นที่เข้าใจกันว่า คือ ล้านนา & ความหมายของรัฐใสมัยโบราณโดยทั่วไป หมายถึง พื้นที่ที่พื้นฐานความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างกันของสังคมมนุษย์แห่งหนึ่ง ซึ่งมีอิสระทางด้านการปกครองบริหารภายในกลุ่มตนเอง ปัจจัยตัวแปรโดยทั่วไป 3 ประการ ที่กำหนดความเป็นสังคมเมืองหรือรัฐ (Urbanization) คือมีการจัดแบ่งชนชั้นทางสังคม (Social stratification) มีผลผลิตส่วนเกิน (Surplus) และมีภูมิปัญญาความรู้ทางด้านเทคนิคศิลปวิทยาการในชุมชน (Technology) ขอบเขตของรัฐล้านนา ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ภาคเหนือตอนบนและเขตใกล้เคียงโดยรอบ คือในเขตจังหวัดเชียงราย พะเยา แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ และน่าน รวม 8 จังหวัด และดินแดนใกล้เคียงในเขตรัฐฉาน ประเทศเมียนมาร์ ประเทศสปป.ลาว และเมืองเชียงรุ่ง เขตปกครองตนเองสิบสองปันนาในมณฑลยูนานประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน มีพิกัดที่ตั้งทางภูมิศาสตร์อยู่ระหว่างเส้นรุ้งที่ 17 องศา 20 ลิปดา ถึง 20 องศา 25 ลิปดา เหนือ และเส้นแวงที่ 92 องศา 20 ลิปดา ถึง 101 องศา 20 ลิปดา ตะวันตก ลักษณะพื้นที่ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาวางตัวในแนวเหนือ-ใต้ โดยมีแนวต่อลงมาจากเขตหลังคาโลกในประเทศธิเบต-เนปาล เขตพื้นที่ราบอันเป็นแหล่งที่ตั้งถิ่นฐานชุมชนมีเพียงเล็กน้อยอยู่ในระหว่างหุบเขา โดยเฉพาะในแอ่งพื้นที่ลุ่มแม่น้ำใหญ่ คือ แม่น้ำกก สาย อิง โขง ในเขตล้านนา ตอนบน และเขตลุ่มน้ำปิง วัง ยม น่าน ในเขตตอนล่าง เขตพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำเหล่านี้เอง ที่เป็นแหล่างตั้งถิ่นฐานชุมชนในระดับเมือง ระยะตั้งแต่สมัยกึ่งประวัติศาสตร์ประมาณ 1 , 000 ปีล่างมา ระดับแคว้นหรือรัฐในสมัยประวัติศาสตร์ ประมาณ 700 กว่าปีล่วงมา จนถึงในระยะเวลาปัจจุบันชุมชนบ้านเมืองเขตแคว้นล้านนา ก็ได้กลายเปลี่ยนสถานภาพมาเป็นส่วนหนึ่งของประเทศสยามหรือไทย ตั้งแต่คราวปฏิรูประบบการปกครองในส่วนภูมิภาคแบบมณฑลเทศาภิบาลช่วงรัชกาลที่ 5 ประมาณปี พ.ศ. 2435 นี้เอง.
|
Copyright ? 2003 webmaster@photohobby.net
. All rights reserved.
Reproduction of the information contained in this web site without permission
is prohibited